Archive for August, 2008
การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์
การคัดเลือกพื้นที่และวิธีการปลูก
ปัญหาใหญ่ของไม้กฤษณาที่สำคัญคือ แหล่งพันธุกรรม เนื่องจากไม้กฤษณาถูกตัดโค่นเป็นจำนวนมาก ทั้งต้นที่มีและไม่มีแก่นกฤษณา ทำให้แหล่งที่จะผลิตเมล็ดที่ใช้ในการขยายพันธุ์มีน้อย ประกอบกับการปรับปรุงพันธุ์และการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน สำหรับการขยายพันธุ์ต้นกฤษณาทั้งหมดของประเทศไทยได้จากกการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ อาศัยการเพาะจากเมล็ดพันธุ์หรือการใช้กล้าไม้ที่งอกภายใต้ต้นมาย้ายชำลงถุง ในอดีตมีการลักลอบนำเมล็ดจากเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อนำมาเพาะเมล็ดโดยเฉพาะบริเวณรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เทือกเขาบรรทัดและบริเวณเขาสอยดาว เขาสระบาป นำมาปลูกเป็นสวนป่าหรือ ปลูกบริเวณบ้าน วัด และโรงเรียน อย่างไรก็ตามการเพาะเมล็ดไม้กฤษณาสามารถทำได้ง่าย
การเตรียมกล้าไม้ นับเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งสำหรับงานปลูกสร้าง สวนป่า เพราะต้องอาศัยความ
ละเอียดรอบครอบในการปฏิบัติงานมาก ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งกล้าไม้ที่มีคุณภาพดี ซึ่งหมายถึงกล้าไม้เมื่อนำไปปลูกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วจะให้อัตราการรอดตายสูงที่สุดและมีการเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดภายหลังการปลูก มีความเหมาะสมทั้งทางด้านสรีรวิทยา สัณฐานวิทยาและอายุกล้าไม้ก่อนที่จะนำไปปลูกการเตรียมกล้าไม้ตามเรือนเพาะชำส่วนใหญ่มักใช้วัสดุเพาะชำที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยปกติแล้วจะใช้หน้าดินซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีลักษณะและความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน การเลือกใช้วัสดุเพาะชำที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้ เช่นดินในชั้นดินป่าไม้และการนำเอาอินทรีย์ วัตถุที่มีเหลือใช้มาดัดแปลงให้เหมาะสมเพื่อปรับปรุง
โครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญของกล้าไม้ แต่ในกรณีที่ดินในชั้นหน้าดินป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมีคุณสมบัติทางกายภาพเลวหรือต้องการเร่งการเจริญเติบโตของกล้าไม้ให้สม่ำเสมอทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก จำเป็นจะต้องใช้ปุ๋ยมาช่วยเร่งการเจริญเติบโตเช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก การเลือกให้ปุ๋ยขึ้นกับความเหมาะสมและต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
การเพาะเมล็ด จะเก็บเมล็ดแก่ในช่วยเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม โดยเมล็ดแก่จะมีสีน้ำตาลเข้ม จำนวนเมล็ดประมาณ 4,000 – 5,000 เมล็ดต่อกิโลกรัม ราคาซื้อขายเมล็ดตกประมาณ 2,500 -3,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยการเก็บเมล็ดควรเก็บเมล็ดที่ร่วงอยู่บริเวณโคนต้นดีกว่าเก็บบนต้นเพราะจะได้เมล็ดที่แก่เต็มที่แล้ว เมื่อได้เมล็ดมาแล้วต้องรีบเพาะท้นทีเนื่องจากเปอร์เซ็นต์การงอกจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยหากเพาะภายในหนึ่งสัปดาห์ จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ [...]
สายพันธุ์และการกระจายพันธุ์
สายพันธุ์และการกระจายพันธุ์
ดอก สีขาว ไม่กลีบดอก ออกเป็นช่อเล็ก ๆ มีกลิ่นหอม เป็นดอกสมบูรณ์เพศ เกิดที่ง่ามใบหรือดอก เป็นแบบ Axillary หรือ Terminal umbles ก้านดอกสั้น มีขนนุ่มอยู่ทั่วไป ตามง่ามใบและดอก ออกดอกในช่วงฤดูร้อนและกลายเป็นผลแก่ในประมาณเดือน พฤษภาคม - มิถุนายน
ผล เป็นแบบ Capsule รูปไข่กลับค่อนข้างแบน ส่วนที่ติดกับขั้วเล็กเปลือกแข็ง มีขนสีเทา ผลยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร กว้างประมาณ 1.5-2 เซนติเมตร ในเดือนสิงหาคม ผลเริ่มแก่และจะแตกอ้า มีเมล็ด 1 หรือ 2 เมล็ด แบบ Ovoid ขนาดของเมล้ดยาว 5-6 เซนติเมตร มีหางเมล็ดมีแดงหรือส้มปกคลุมด้วยขนสั้นนิ่มมีสีแดงอมน้ำตาล
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์และการกระจายพันธุ์
กฤษณาเป็นไม้พื้นเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย มีชื่อเรียกต่าง ๆกันขึ้นอยู่กับพื้นที่และภาษาถิ่น ทางภาคตะวันออกและภาคใต้ เรียกว่า ไม้หอม ไม้พวงมะพร้าว ส่วนแถบปัตตานี ยะลา นราธิวาส เรียกว่า [...]
การใช้ประโยชน์จากอดีตถึงปัจจุบัน
การใช้ประโยชน์จากอดีตถึงปัจจุบัน
ไม้กฤษณา หรือ ไม้หอมเป็นไม้พื้นเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย โดยมีการหาเพื่อจำหน่ายและส่งเป็นสินค้าออกมาช้านาน จากเอกสารของพจนานุกรมได้ให้คำจำกัดความของไม้หอมว่าเป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม สามารถสกัดเอาน้ำมันหอมราคาแพงได้จากเนื้อไม้ ใน ประเทศไทยไม่มีการบันทึกเรื่องราวการกำเนิดของกฤษณาไว้ แต่โดยทั่วไปแล้วไม้กฤษณาตามความเข้าใจของชาวบ้านจะเป็นเนื้อไม้ส่วนสีดำของ ต้นกฤษณา ดังนั้นคำว่า ไม้กฤษณา อาจมีความหมายใน 2 ลักษณะ ซึ่งอาจจะหมายถึง
1. ต้นกฤษณา ซึ่งปกติจะมีเนื้อไม้สีขาว เป็นไม้เนื้ออ่อน น้ำหนักเบา มีนิสัยชอบขึ้นในพื้นที่ค่อนข้างชื้น ตามธรรมชาติจะพบไม้ชนิดนี้เฉพาะในป่าดงดิบ ทั้งป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง
2. เนื้อไม้กฤษณา ที่มีสารกฤษณาสะสมอยู่เป็นจุด หรือ แถบสีดำ หรือน้ำตาลกระจายอยู่จำนวนมากน้อยแตกต่างกันไป ถ้ามีน้ำมันกฤษณาสะสมอยู่มากเนื้อไม้จะปรากฏเป็นสีน้ำตาลดำเป็นเนื้อเดียวกัน ไม้กฤษณา เมื่อเผาจะมีกลิ่นหอมหวาน เนื้อไม้ทีมีกฤษณาสะสมอยู่มากจะได้กลิ่นจากเนื้อไม้โดยตรง และถ้าเผาจะมีกลิ่นแรงกว่า เนื่องจากไม้กฤษณามีการสะสมน้ำมันกฤษณาแตกต่างกันจึงทำให้มีคุณภาพ หรือ เกรดต่างกันไป
ในตำราจีนได้เล่าถึงความเป็นมาของกฤษณาว่า ทางใต้ของประเทศจีนมีต้นไม้ชื่อ “แปะมักเฮียง” เมื่อถูกฟันด้วยมีด หรือ ขวานแล้วจะมีมดมารุมล้อมตรงรอยแผลที่ถูกฟัน จากนั้นยางไม้จะไหลออกมาเป็นก้อนตรงรอยแผล 10-20 ปี ต่อมายางจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำ เมื่อนำยางไม้นี้ไปใส่น้ำ ก็จะจมลง พร้อมทั้งส่งกลิ่นหอมออกมา ซึ่งยางของเนื้อไม้ที่จับเป็นก้อนแข็ง ก็คือ กฤษณานั่นเอง (จีน เรียกติ่มเฮียง แปลว่า [...]
ตำนานกฤษณา
ตำนานกฤษณา
กฤษณาเป็นพันธุ์ไม้ป่าดิบแล้งถึงป่าดิบชื้น กระจายพันธุ์อยู่ทางแถบร้อนของเอเชีย ได้แก่ ภาคตะวันออกของอินเดีย บังคลาเทศ ภูฎาน เบงกอล ปากีสถาน ศรีลังกา บางส่วน ของอัสสัม ครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ได้แก่ ไทย พม่า ลาว เวียดนาม กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และ ปาปัวนิกินีกฤษณาเป็นพันธุ์ไม้ที่เนื้อไม้มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อไม้จากสีขาวเป็นสีน้ำตาลหรือดำเมื่อนำมาเผาไฟ ควันของไม้จะส่งกลิ่นหอมหวานเนื่องจากมีสารกฤษณาแทรกอยู่ในเนื้อไม้
ในประเทศอินเดีย แต่เดิมเป็นประเทศที่มีไม้กฤษณามากที่สุด ประเทศอินเดีย มีอาณาเขตกว้างขวาง คำนวณตามพื้นที่ราว 1 ใน 5 ของโลก มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีน และได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลกแห่งหนึ่ง ประวัติศาสตร์ของอินเดียนั้นได้พัฒนาสืบเนื่องกันมาไม่ต่ำกว่า 5,000 ปี อีกทั้งได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากชนชาติ กรีก อาหรับ เปอร์เซีย และยุโรป ตำนานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอินเดียมีศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นแหล่งอารยธรรมในตะวันออก เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูไม่อาจบ่งชี้ผู้เป็นศาสดาในศาสนาได้ เชื่อเพียงว่าฤาษีผู้ไม่ปรากฏนามตนใดตนหนึ่งเป็นฤาษีที่ยิ่งใหญ่ (มหาฤาษี) เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ชาวฮินดูได้ประพฤติปฏิบัติ ผู้เขียนได้ค้นคว้าถึงตำนานความเป็นมาของชื่อ “กฤษณา” จากคัมภีร์ตรีมูรติ [...]