การใช้ประโยชน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

การใช้ประโยชน์จากอดีตถึงปัจจุบัน

ไม้กฤษณา หรือ ไม้หอมเป็นไม้พื้นเมืองเก่าแก่ของประเทศไทย โดยมีการหาเพื่อจำหน่ายและส่งเป็นสินค้าออกมาช้านาน จากเอกสารของพจนานุกรมได้ให้คำจำกัดความของไม้หอมว่าเป็นไม้ที่มีกลิ่นหอม สามารถสกัดเอาน้ำมันหอมราคาแพงได้จากเนื้อไม้ ใน ประเทศไทยไม่มีการบันทึกเรื่องราวการกำเนิดของกฤษณาไว้ แต่โดยทั่วไปแล้วไม้กฤษณาตามความเข้าใจของชาวบ้านจะเป็นเนื้อไม้ส่วนสีดำของ ต้นกฤษณา ดังนั้นคำว่า ไม้กฤษณา อาจมีความหมายใน 2 ลักษณะ ซึ่งอาจจะหมายถึง

1. ต้นกฤษณา ซึ่งปกติจะมีเนื้อไม้สีขาว เป็นไม้เนื้ออ่อน น้ำหนักเบา มีนิสัยชอบขึ้นในพื้นที่ค่อนข้างชื้น ตามธรรมชาติจะพบไม้ชนิดนี้เฉพาะในป่าดงดิบ ทั้งป่าดิบชื้น และป่าดิบแล้ง

2. เนื้อไม้กฤษณา ที่มีสารกฤษณาสะสมอยู่เป็นจุด หรือ แถบสีดำ หรือน้ำตาลกระจายอยู่จำนวนมากน้อยแตกต่างกันไป ถ้ามีน้ำมันกฤษณาสะสมอยู่มากเนื้อไม้จะปรากฏเป็นสีน้ำตาลดำเป็นเนื้อเดียวกัน ไม้กฤษณา เมื่อเผาจะมีกลิ่นหอมหวาน เนื้อไม้ทีมีกฤษณาสะสมอยู่มากจะได้กลิ่นจากเนื้อไม้โดยตรง และถ้าเผาจะมีกลิ่นแรงกว่า เนื่องจากไม้กฤษณามีการสะสมน้ำมันกฤษณาแตกต่างกันจึงทำให้มีคุณภาพ หรือ เกรดต่างกันไป

ในตำราจีนได้เล่าถึงความเป็นมาของกฤษณาว่า ทางใต้ของประเทศจีนมีต้นไม้ชื่อ “แปะมักเฮียง” เมื่อถูกฟันด้วยมีด หรือ ขวานแล้วจะมีมดมารุมล้อมตรงรอยแผลที่ถูกฟัน จากนั้นยางไม้จะไหลออกมาเป็นก้อนตรงรอยแผล 10-20 ปี ต่อมายางจะเปลี่ยนจากสีขาวเป็นสีดำ เมื่อนำยางไม้นี้ไปใส่น้ำ ก็จะจมลง พร้อมทั้งส่งกลิ่นหอมออกมา ซึ่งยางของเนื้อไม้ที่จับเป็นก้อนแข็ง ก็คือ กฤษณานั่นเอง (จีน เรียกติ่มเฮียง แปลว่า ไม้หอมที่จมน้ำ)

ประวัติความเป็นมา

ไม้กฤษณาเป็นไม้ที่มีคุณค่าสูงมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ ปรากฏหลักฐานการใช้ประโยชน์จากกฤษณามาตั้งแต่สมัยพุทธกาล มักจะใช้จตุชาติสุคนธ์คือของหอมธรรมชาติ 4 อย่าง ได้แก่ กลิ่นของกฤษณา กำละพัก จันทร์ และดอกไม้ ประพรมในพิธีต่าง ๆ เช่น พระราชพิธีมงคลถวายพระนามเจ้าชายสิทธัตถะในปฐมวัย ตอนเหล่ากษัตริย์มัลลราช โปรดให้ตกแต่ง และประพรมพื้นโรงราชสัณฐาคารด้วยจตุชาติสุคนธ์เพื่ออัญเชิญพระหีบทองน้อยที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุเข้าประดิษฐาน หรือ ในตอนมหาภิเนษกรมน์ กล่าวถึง การประดับพระแท่นบรรทมพระพุทธองค์ด้วยพู่พวงสุคนธ์กฤษณา อีกด้วย

ในประวัติศาสตร์ไทย ปรากฏหลักฐานอ้างอิงเป็นครั้งแรกในสมัยสุโขทัย จากหนังสือไตรภูมิพระร่วง พระราชนิพนธ์ในพระมหาธรรมราชที่ 1 พญาลิไท เมื่อ พ.ศ.1888 ได้กล่าวถึง เรื่องกฤษณาหลายตอน เช่น พรรณนาพรรณพืชหอมในอุตตรกุรุทวีปว่า “มีจวงจันทร์กฤษณา คันธา ปาริกชาต นาคพฤกษ์ (กระทิง) ลำดวน จำปา โยธกา มาลุตี มณีชาต บุตรทั้งหลาย อันมีดอกอันงามตระการแลหอมกลิ่นฟุ้งขจรไปบ่มิรู้วาย”

นอกจากนี้ยังมีการพบหลักฐานข้อความที่บรรยายถึงไม้กฤษณาไว้หลายที่ด้วยกัน เช่น เมื่อครั้งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฎิสังขรวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามหรือวัดโพธิ์ท่าเตียน เมื่อปี พ.ศ. 2374 ได้ มีพระราชประสงค์ให้จารึกโคลงโลกนิติลงในแผ่นศิลาเป็นธรรมทานติดไว้ในวัดให้ ประชาชนได้ศึกษา จึงโปรดให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาเดชาดิศร ทรงรวบรวมโคลงโลกนิติของเก่ามาชะระแก้ไหใหม่ให้เรียบร้อยประณีต ไพเราะ

เมื่อชำระแล้วได้จารึกไว้ในแผ่นศิลาที่วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โคลงโลกนิติ จึงแพร่หลายตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา และ ในโคลงโลกนิติเหล่านี้ มีบางบทได้กล่าวถึงคำว่า “กฤษณา” ไว้หลายบท เช่นใน บทที่ 4

บรรยายว่า

“ ตัค ครัญจ ปลาเสน โย นโร อุปนัยหติ
ปัตตาปิ สุรภิวายันติ เอวัง ธีรูปเสวนา”
โลกนิติ
“ ใบพ้อพันห่อหุ้ม กฤษณา
หอมระรวยรสพา เพริศด้วย
คือคนเสพเสน่หา นักปราชญ์
ความสุขซาบฤาม้วย ดุจไม้กลิ่นหอม”

สำหรับบทที่ 41 ได้กล่าวถึง การหาไม้กฤษณาด้วยความยากลำบากไว้ว่า

“ วนานันต พหุพฤกษา จันทนกัณหทุลลภา
พหุชนา สทา โหนติ ปัณฑิตาปิ จ ทุลลภา”
โลกนิติ
“ป่าหลวงหลายโยชน์พร้อม พฤกษา
หาแก่นจันทร์กฤษณา ยากไซร้
ฝูงคนเกิดมีมา เหลือแหล่
หาปราชญ์ ฤ จักได้ ยากแท้ควรสงวน”

สมเด็จกรมพระยาเดชาฯ

การใช้ประโยชน์

คุณค่าในอดีต

ไม้กฤษณาเป็นไม้เศรษฐกิจที่สำคัญ และมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ของไทยเป็นที่ต้องการของนานาประเทศ จึงปรากฏหลักฐานการส่งไม้กฤษณา เป็นเครื่องราชบรรณาการไปยังอารยประเทศเสมอ และยังเป็นสินค้าส่งออกของประเทศไทยมานานแล้ว กล่าวคือส่งไปถวายพระเจ้ากรุงจีนในสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 พ.ศ. 1930 สมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ พ.ศ.2101 สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช พ.ศ. 2135 สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2208 หรือ สมัยสมเด็จพระเจ้าท้ายสระ พ.ศ. 2272 เป็นต้น

นอกจากนี้ยังส่งไม้กฤษณา เป็นเครื่องราชบรรณาการไปถวายพระเจ้ากรุงญี่ปุ่น เช่น สมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม พ.ศ. 2166 ส่งไม้หอมหนัก 4 ชั่ง หรือในสมัยสมเด็จพระเชษฐาธิราช พ.ศ.2172 ส่งไม้หอมชนิดที่ 1 และ ชนิดที่ 2 ไปถวายต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2229 ได้ส่งไม้กฤษณา หนัก 6 ปอนด์ ครึ่ง (ราว 2 ชั่งครึ่ง) และ เครื่องราชบรรณาการอื่น ๆ ไปถวายพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 แห่งฝรั่งเศสด้วย ทางฝรั่งเศส บันทึกประโยชน์ของกฤษณาไว้ว่า ใช้เป็นเครื่องประทินผิว ทำยา และทำลูกประคำ

นอกจากนี้มีหลักฐานการส่งไม้กฤษณาจำนวนมากเป็นสินค้าออกของสยามอยู่เสมอ เช่น เอกสารฮอลันดา พ.ศ. 2177 แผ่นดินสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กล่าวคือ พ่อค้าชาวฮอลันดานำไม้กฤษณาจากสยาม จำนวน 100 หาบ ไปค้าขายยังญี่ปุ่น ต่อมาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ.2209 ชาวฮอลันดาได้บีบบังคับสยามให้จัดไม้กฤษณา จำนวน 30,000 หาบให้ทุกปี และขอผูกขาดการค้าในปี พ.ศ. 2218 มีการส่งไม้กฤษณา 10,000 หาบไปยังเมืองสุรัต ประเทศอินเดีย

ในจดหมายเหตุ แห่งพุทธอาณาจักรของพระภิกษุฟาเหียน ซึ่งได้ออกเดินทางจากเมืองจีนไปแสวงหาพระคัมภีร์ไตรปิฎกในประเทศอินเดีย และสิงหล ตั้งแต่ พ.ศ. 942 ถึง พ.ศ. 957 กล่าวถึงการฌาปนกิจศพพระอรหันต์องค์หนึ่ง โดยถูกต้องตามแบบธรรมเนียมในพระวินัย มีการสร้างกองฟืนขนาดใหญ่ มีส่วนโดยกว้างเป็นสี่เหลี่ยมกว่า 30 ศอก และมีส่วนสูงดุจเดียวกัน ตอนใกล้ยอดวางลำดับด้วยไม้จันทร์หอม ไม้กฤษณา กับไม้ชนิดที่มีกลิ่นหอมอย่างอื่น

ในจดหมายเหตุจีน กล่าวถึงอาณาจักรเชียะโท้ อยู่ทางใต้ของอาณาจักรตามพรลิงค์ บางท่านว่าอยู่ที่กลันตัน หรือ พัทลุง มีอายุระหว่างศตวรรษที่ 9-12 ร่วมสมัยทวารวดีพรรณนาพระราชวังได้กล่าวถึงด้านหลังบัลลังก์ มีซุ้มใหญ่ทำด้วยไม้หอม 5 ชนิด หุ้มด้วยทอง และเงิน และกล่าวถึงมีการใช้กระถางสำหรับเผาเครื่องหอมซึ่งทำด้วยทอง ส่วนในพิธีศพจะสร้างกระท่อมไม้ไผ่ริมน้ำ ในกระท่อมใส่กิ่งไม้เร็ก (ไม่ทราบชนิด มีแต่ไม้เร็ด : Phrynium sp.) แล้วเอาศพไปใส่ไว้ในกระท่อมปักธงไว้เผาเครื่องหอมมีคนเป่าสังข์ ตีกลอง พร้อมกับก่อไฟที่กองไม้ซึ่งสุมไว้ไฟลุกไหม้และในที่สุด ทุกสิ่งก็หายลงไปในน้ำ

ในสมัยสุโขทัยไตรภูมิพระร่วงของพญาลิไท เมื่อปี พ.ศ. 18888 ปรากฏหลักฐานการใช้ เป็นเครื่องประทินผิว ดังพรรณาตัวของนางแก้วว่าหอมดังแก่นจันทร์กฤษณา อันบดแล้วปรุงด้วยเครื่องหอม ทั้ง 4 อ่าง

ใน ปี พ.ศ. 2222 ปรากฏในจดหมายของบริษัทอินเดียวตะวันออกว่า พระเจ้ากรุงสยามคือ สมเด็จ พระนารายณ์มหาราชได้โปรดให้ผูกขาดการค้าไม้กฤษณาให้ซื้อขายจากหลวง และได้ผูกขาดต่อเนื่อง ทำรายได้ให้แก่ประเทศชาติมาหลายยุคหลายสมัย เพิ่ง จะมายกเลิกในสมัยรัชกาลที่ 4 ทำให้ไม้กฤษณาถูกลักลอบโค่นลงเป็นจำนวนมาก เพื่อนำแก่นไม้หอมอันมีราคาสูงไปจำหน่ายยังประเทศกลุ่มอาหรับ รวมทั้งน้ำมันกฤษณาที่ถูกจำหน่ายไปยังประเทศในทวีปยุโรป

คุณค่าในปัจจุบัน

ใน ปัจจุบันนี้สารที่ให้ความหอมเริ่มเข้ามามีบทบาทกับชีวิตผู้คนในสังคมมากขึ้น เรื่อย ๆ โดยเป็นการยากที่จะอธิบายถึงความชื่นชอบสิ่งเหล่านั้นได้ค่อนข้างชัดเจน ดัง นั้น สารที่ให้กลิ่นหอมและสามารถจะสกัดแล้วได้น้ำมันหอมระเหยโดยเฉพาะจากพืช จึงเป็นสิ่งที่ต้องการอย่างยิ่ง เพื่อที่จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมน้ำหอมขนาดใหญ่ และอุตสาหกรรมเครื่องสำอางรวมทั้งประโยชน์ทางเภสัชกรรม

จึงเห็นได้ว่าการทำธุรกิจเกี่ยวกับไม้หอมกฤษณา เป็นธุรกิจที่มีศักยภาพสูงในการส่งออกไปขายยังต่างประเทศมาเป็นเวลานานแล้ว มูลค่าการซื้อขายในปัจจุบันที่เป็นทางการอยู่ในระดับ 1,000 ล้านบาทเพราะเป็นการนำเข้าอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่มูลค่าการซื้อขายจริงสูงกว่านี้มาก ข้อมูลยังไม่เปิดเผย เนื่องจากบางส่วนเป็นการลักลอบตัดไม้จากธรรมชาติในประเทศ และการลักลอบนำเข้าจากป่าในเขตประเทศเพื่อบ้านอย่าง ลาว กัมพูชา พม่า มาเลเซีย ตลาดส่วนใหญ่เป็นประเทศในกลุ่มอาหรับ เนื่องจากชาวมุสลิมแถบตะวันออกกลางจะเอาแก่นกฤษณา หรือ ชิ้นไม้ที่สับเป็นชิ้นเล็ก ที่เกิดขึ้นเองจากไม้ธรรมชาติในป่ามาเผาด้วยถ่านหินในเตาขนาดเล็ก ออกแบบสำหรับเผาไม้กฤษณาโดยเฉพาะ เพื่อให้ควันและกลิ่นหอมของไม้กฤษณาติดผิวหนังสามารถป้องกันแมลง หรือไรทะเลทรายได้ และยังถือเป็นไม้มงคลใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาอิสลามในสุเหร่า ใช้สูดดมเป็นยาแก้โรคหัวใจแล้วเกิดกำลังวังชา นอกจากนี้ยังใช้ไม้กฤษณาเพื่อต้อนรับแขกผู้มาเยือนซึ่งวัฒนธรรมชาวมุสลิมแถบตะวันออกกลางจะเผาไม้กฤษณาต้อนรับแขก ถือว่าเป็นการให้เกรียติอย่างสูงและเศรษฐีน้ำมันหรือตามบ้านอภิมหาเศรษฐีจะซื้อไม้แก่นกฤษณาสะสมไว้ เพื่อประดับบารมีอีกด้วย

ราคาซื้อขายของไม้แก่นกฤษณาจากธรรมชาติ ซึ่งเป็นไม้คุณภาพเกรด 1 ปัจจุบัน (2549) มีราคาตั้งแต่ 80,000 -250,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับรูปทรงของไม้ด้วย บางชิ้นรูปทรงสวย ขนาดใหญ่มีราคาถึงชิ้นละกว่าล้านบาท คุณภาพรองลงมาจะอยู่ระหว่าง 30,000 – 70,000 บาท ต่อกิโลกรัม ซึ่งเป็นราคาซื้อขายในตลาดเมืองไทย แต่ถ้าไปถึงผู้ใช้ในต่างประเทศราคาจะสูงขึ้นกว่าเท่าตัว

นอกจากนี้ในศาสนาอิสลามบัญญัติไว้ว่าห้ามชาวมุสลิมดื่มสุรา และใช้เครื่องสำอาง น้ำหอมห้ามมีส่วนผสมของแอลกอฮอลล์ แต่สามารถใช้เครื่องสำอางและน้ำหอมที่ผลิตจากสมุนไพรเท่านั้น ทำให้น้ำมันกฤษณาเป็นที่ต้องการของโรงงานอุตสาหกรรมของชาวมุสลิมทั่วโลก ซึ่งมีจำนวนกว่า 1,800 ล้านคน เพื่อผลิตน้ำหอม แป้งทาหน้า และเครื่องประทินผิวต่าง ๆ รวมทั้งประเทศในแถบทวีปยุโรปที่เป็นประเทศผู้ผลิตน้ำหอมรายใหญ่ของโลก โดยเฉพาะประเทศฝรั่งเศส ใช้น้ำมันกฤษณาไปผสมเป็นหัวเชื้อในการผลิต เนื่องจากคุณสมบัติของน้ำมันกฤษณา มีคุณสมบัติติดทนนาน ได้ดีมาก ในการซื้อขายน้ำมันกฤษณาผู้รับซื้อจะมีการทดสอบคุณภาพของน้ำมันโดยทาบาง ๆที่ผิว กลิ่นของน้ำมันจะต้องติดทนอย่างน้อย 5 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำ ถ้าคุณภาพดีจะติดทนนานมากกว่า 8 ชั่วโมง ยิ่งติดทนนานเท่าใดหมายถึงคุณภาพของน้ำมันราคาจะแพงขึ้นด้วย ถ้าหยดน้ำมันใส่เสื้อผ้าถึงแม้จะนำไปซักรีด กลิ่นของน้ำมันกฤษณาจะยังคงติดทนอยู่

ปัจจุบัน (2549) ราคาซื้อขายของน้ำมันกฤษณาในตลาดเมืองไทยจะอยู่โตร่าละ 3,500 – 10,000 บาท หรือลิตรละ 280,000 – 800,000 บาท ขึ้นอยู่กับคุณภาพของน้ำมัน และจะสูงขึ้นเป็นเท่าตัวในตลาดต่างประเทศ( โตร่า TORA = หน่วยที่ใช้เรียกปริมาณน้ำมัน 1 โตร่า = 12.5 ซี.ซี = 11.7 กรัม )

นอกจากนี้แล้ว เมื่อมีการสกัดหัวน้ำมันกฤษณาออกจากเนื้อไม้แล้ว จะเหลือส่วนที่เป็นกากไม้ ซึ่งสามารถนำมาตากแห้ง แล้วขายให้กับโรงงานทำธูปหอม เข้าสู่กระบวนการผลินธูปหอมชนิดต่าง ๆ ต่อไป ส่วนเนื้อไม้ปกติก็สามารถนำไปแกะสลักเป็นเครื่องประดับหรือใช้ประโยชน์ทำเป็นลูกประคำ หีบใส่เครื่องเพชร เครื่องแต่งตัวของสุภาพสตรี คันธนู หน้าไม้ เรือ ขณะที่เปลือกไม้จะให้เส้นใยทำเสื้อผ้า ถุงย่าม ที่นอน เชือกและกระดาษ

ในประเทศญี่ปุ่นสมัยก่อน จะใช้ไม้หอมกฤษณา สลัก เป็นรูปเคารพของเทพเจ้าไว้ตามวัดต่าง ๆ รวมทั้งใช้ไม้หอมกฤษณาเป็นส่วนผสมที่สำคัญของกำยาน ธูป เพื่อให้มีกลิ่นที่สูดดมแล้วเกิดกำลัง และถือเป็นมงคลมักจะใช้ จุดในพิธีสำคัญต่าง ๆ

ในประเทศมาเลเซีย ได้มีการพัฒนาโดยเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอาง และ ยารักษาโรคผิวหนัง ในประเทศจีน มีการนำไม้กฤษณาไปใช้ในการปรุงเป็นยา หลายชนิด ใช้ผสมในแชมพู ให้สารระงับกลิ่น และในยาสูบสมุนไพร จะเห็นว่าธุรกิจไม้หอมกฤษณามีศักยภาพสูงมูลค่าการส่งออกไม้กฤษณามีค่ามหาศาล แสดงให้เห็นว่ามีการตัดไม้กฤษณาในป่าเป็นจำนวนมาก จนปัจจุบันแทบจะเหลือน้อยในเมืองไทย เช่นเดียวกับประเทศอินเดีย ครั้งหนึ่งเป็นประเทศที่มีไม้กฤษณามากที่สุดซึ่งปัจจุบันไม่มีให้เห็นอีกแล้ว แต่ก็ยังโชคดีใน 2 -3 ปี ที่ผ่านมามีผู้สนใจปลูกไม้กฤษณามากขึ้น ปัจจุบันในพื้นที่ จังหวัดจันทบุรี และ ตราด มีผู้ลงทุนปลูกไม้กฤษณามากกว่าล้านต้นแล้ว และมีการนำสายพันธุ์ดีของต้นกฤษณาจากภาคตะวันออกไปปลูกทั่วทุกภาคของประเทศไทย ถ้ามีการปลูกไม้กฤษณาจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ จะทำให้ปริมาณมากเกินความต้องการหรือไม่ มีโอกาสเป็นไปได้น้อย เนื่องจากความต้องการของทั่วโลกมีสูงมาก เฉพาะประเทศซาอุดิอาระเบียและสิงคโปร์ตัวเลขการซื้อขายไม้และน้ำมันกฤษณา มูลค่ากว่า 2000,0000 ล้านบาท มีข้อจำกัดเรื่องภูมิศาสตร์ที่ไม้กฤษณาสายพันธุ์ที่ทั่วโลกต้องการอยู่ในแถบ อินโดจีนและยังเป็นการซื้อขายไม้จากธรรมชาติ ในเมื่อศาสนาอิสลามยังคงต้องใช้ไม้กฤษณาอยู่ชาวมุสลิมทั่วโลกยังคงต้องใช้ผลิตภัณฑ์จากเครื่องหอมของน้ำมันกฤษณา ประเทศทางยุโรปยังต้องใช้น้ำมันกฤษณาผสมเป็นหัวเชื้อในการผลิตน้ำหอมราคาแพง ประเทศญี่ปุ่นและจีนยังคงใช้ผลิตเครื่องสำอาง แ ละยารักษาโรค ประเทศผู้ซื้อจากทั่วโลกมีมากกว่าผู้ผลิต และ เป็นสินค้าที่ต้องใช้ตลอดไป โอกาสที่จะทำให้ไม้กฤษณาปลูกล้นตลาด จึงมีความเป็นไปได้น้อย เนื่องจากยังไม่มีประเทศใดในขณะนี้ที่สามารถกระตุ้นสารกฤษณาจากไม้ปลูกได้ปริมาณมาก และพร้อมจะดำเนินการในเชิงอุตสาหกรรมเพื่อการส่งออก

การใช้ประโยชน์จากไม้กฤษณาในทางเภสัชกรรม

คนไทยรู้จักใช้ประโยชน์จากไม้กฤษณาเป็นสมุนไพรและเข้าเครื่องยากันมานานแล้วดังปรากฏในตำรายาพระโอสถสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช พ.ศ. 2202 กล่าวถึงตำรายาที่เข้ากฤษณาหลายชนิด เช่น มโหสถธิจันทน์นั้นเอาสมุลแว้ง ดอกมะลิ สารภี พิกุล บุนนาค เกสรบัวหลวง เกสรสัตบงกช จันทน์ทั้ง 2 กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก แฝกหอม ตะนาว (ชื่อกระแจะเครื่องหอม) เปราะหอม โกฐ หัวบัว เสมอภาค น้ำดอกไม้เป็นกระสาย บดทำแท่งละลายน้ำซาวข้าว น้ำดอกไม้ก็ได้ รำหัดพิมเสนชโลม ถ้ากินแรกขัณฑสกรลงด้วย แก้พิษไข้สันนิบาต อาการตัวร้อนหนัก สรรพไข้ทั้งปวงหายสิ้นแล

ในตำราพระโอสถครั้งรัชกาลที่ 2 พ.ศ.355 กล่าวถึงตำรายาที่เข้ากฤษณาหลายชนิด เช่น ยาชื่อมหาเปราะ “เอาดอกบุนนาค กฤษณา กะลำพัก ผิวมะกรูด ว่านน้ำ การบูร ไคร้หอม หอมแดง สิ่งละส่วน เปราะหอม 3 ส่วน ทำเป็นจุณบดทำแท่งไว้ ละลายน้ำดอกไม้แทรกพิมเสน ทั้งกิน ทั้งชโลม ทาก็ได้ แก้พิษลมซาง ทั้ง 7 จำพวก แลสรรพซางอันจรมานั้นหายสิ้นดีนัก”

นอกจากกฤษณาจะเข้ายาแก้ซาง ดังปรากฏในตำรายาชื่อมหาเปราะดังกล่าวแล้ว ยังมีคุณประโยชน์คือ กฤษณาใช้เข้ายากำลังราชสีห์ กินบำรุงโลหิต หรือ เข้ายาชื่อแดงใหญ่ แก้สรรพต้อมีพิษ แก้จักษุแดง เป็นต้น

ตำรายาสมัยต่อมา ปรากฏตำรายาที่เข้ากฤษณาอีกมากมายหลายชนิด เช่น ตำรายาหอมของนายพันไท หม่อนเจ้ากรรมสิทธิ์ กล่าวถึงการใช้กฤษณาเข้ายาอินทโอสถ แก้ไข้ แก้สลบ แก้หืด แก้ริดสีดวง แก้ฝีในท้องจำเริญอาหารจำเริญธาตุ จำเริญพระชนม์ เป็นต้น

ในตำรายาไทยระบุว่า กฤษณารสขมหอม สุขุม คุมธาตุ บำรุงโลหิตในหัวใจ (อาการหน้าเขียว) บำรุงหัวใจและบำรุงตับปอดให้เป็นปกติ แก้ ลมวิงเวียนศีรษะ หน้ามืด แก้ลมซาง แก้ไข้อาเจียน ท้องร่วง บำบัดโรคปวดตามข้อ ตำรับยาที่เข้ากฤษณามีหลายชนิด เช่น ตำรายาเด็กในคัมภีร์ปฐมจินดา กล่าวว่า กฤษณาจะเข้ายาแก้ซาง แก้ไข แก้พิษ เช่นยาแดง ยาคายพิษ ยาทาสิ้นทาแก้เสมหะ ยาแก้ไข และยาล้อมตับดับพิษ ยากวาดแก้ดูดนมมิได้ ยาหอมใหญ่ แก้ซาง แก้ไข้ ยาเทพมงคล ยาสมมิตกุมารน้อย ยาสมมิตกุมารใหญ่ ยาอินทรบรรจบ ยาแก้ซางเพลิง ยาแก้ท้องเสีย แก้บิดในเด็ก เป็นต้น

ส่วนในพระคัมภีร์มหาโชติรัตน์ว่าด้วยโรคระดูสตรี กฤษณาจะเข้ายาบำรุงโลหิต แก้โลหิตเป็นพิษ เช่น

ยาอุดมโอสถน้อย – ใหญ่ ยาเทพรังสิต ยาเทพนิมิต กฤษณาเข้ายาบำรุงโลหิต บำรุงธาตุ บำรุงกามเพื่อให้ตั้งครรภ์ เช่น ยากำลังราชสีห์ ในคัมภีร์ธาตุบรรจบ กฤษณายังเข้ายาเทพประสิทธิ์ ใช้แก้ลม แก้สลบ แก้ชัก ตำรับยาที่เข้ากฤษณายังมีอยู่ เช่น ยากฤษณากลั่น แก้ปวดท้อง จุกเสียด แน่น รวมทั้งยาหอมแทบทุกชนิด เช่น ยาหอมตราห้าเจดีย์ ยาหอมตราฤาษีทรงม้าล้วนแต่มีส่วนผสมของกฤษณาทั้งสิ้น

ในปัจจุบัน มีตำรายาที่เข้ากฤษณาอยู่หลายชนิด เช่น ยากฤษณากลั่นตรากิเลน ใช้บำบัดอาการปวดท้อง ท้องเสีย จุกเสียด แน่น หรือยาหอมที่เข้ากฤษณาก็มีอยู่หลายขนาน มีสรรพคุณ คือ ใช้แก้ลม วิงเวียนจุกเสียด หน้ามือตาลายคลื่นเหียน อาเจียน อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ ขับลมในกระเพาะลำไส้ บำบัดโรคปวดท้อง ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ เป็นต้น ยกตัวอย่าง เช่นยาหอมสุคนธโอสถ ตราม้า มีตัวยาที่สำคัญคือ กฤษณา โกศหัวบัว โกศพุงปลา ชะเอม สมุลแว้ง ชะมด พิมเสน อบเชย กานพลู ฯลฯ ยาหอมตรา 5 เจดีย์ มีตัวยาที่สำคัญหลายชนิด คือ กฤษณา ชวนพก โกศสอ กานพลู เกล็ดสะระแหน่ อบเชย โกศกระดูก พิมเสน โสยเซ็ง ฯลฯ ยาหอมตราเด็กในพานทอง ตัวยาสำคัญ คือ กฤษณา กานพลู สมุลแว้ง ดอกบุนนาค โกศหัวบัว ฯลฯ ยาหอมหมอประเสริฐ ตัวยาสำคัญประกอบด้วย กฤษณา จันทน์เทศ ผิวส้มจีน เกล็ดสะระแหน่ ฯลฯ

ในตำรายาจีน กฤษณาจัดเป็นยาชั้นดี มีรสเผ็ดปนขม ฤทธิ์อ่อน ใช้เป็นยาบำรุงหัวใจ แก้ลมวิงเวียน คลื่นไส้อาเจียน รักษาอาการปวดแน่นหน้าอก แก้หอบหืด เสริมสมรรถภาพทางเพศ แก้โรคปวดบวมตามข้อ ขับลมในกระเพาะอาหาร ปัจจุบันได้นำกฤษณาไปผลิตยารักษาโรคกระเพาะที่ดีที่สุดชนิดหนึ่ง คือ จับเชียอี่

Post a Response