ตำนานกฤษณา

ตำนานกฤษณา

กฤษณาเป็นพันธุ์ไม้ป่าดิบแล้งถึงป่าดิบชื้น  กระจายพันธุ์อยู่ทางแถบร้อนของเอเชีย  ได้แก่ ภาคตะวันออกของอินเดีย  บังคลาเทศ ภูฎาน เบงกอล ปากีสถาน ศรีลังกา  บางส่วน ของอัสสัม   ครอบคลุมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทั้งหมด ได้แก่    ไทย พม่า ลาว เวียดนาม  กัมพูชา มาเลเซีย  อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์  และ ปาปัวนิกินีกฤษณาเป็นพันธุ์ไม้ที่เนื้อไม้มีกลิ่นหอมตามธรรมชาติ  เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของเนื้อไม้จากสีขาวเป็นสีน้ำตาลหรือดำเมื่อนำมาเผาไฟ ควันของไม้จะส่งกลิ่นหอมหวานเนื่องจากมีสารกฤษณาแทรกอยู่ในเนื้อไม้
ในประเทศอินเดีย แต่เดิมเป็นประเทศที่มีไม้กฤษณามากที่สุด ประเทศอินเดีย  มีอาณาเขตกว้างขวาง คำนวณตามพื้นที่ราว 1 ใน 5 ของโลก มีประชากรมากเป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีน  และได้ชื่อว่าเป็นแหล่งอารยธรรมที่เก่าแก่ของโลกแห่งหนึ่ง  ประวัติศาสตร์ของอินเดียนั้นได้พัฒนาสืบเนื่องกันมาไม่ต่ำกว่า 5,000  ปี  อีกทั้งได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากชนชาติ  กรีก  อาหรับ เปอร์เซีย และยุโรป  ตำนานต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอินเดียมีศาสนาพราหมณ์-ฮินดู  เป็นแหล่งอารยธรรมในตะวันออก  เมื่อศึกษาประวัติศาสตร์ศาสนาพราหมณ์-ฮินดูไม่อาจบ่งชี้ผู้เป็นศาสดาในศาสนาได้  เชื่อเพียงว่าฤาษีผู้ไม่ปรากฏนามตนใดตนหนึ่งเป็นฤาษีที่ยิ่งใหญ่ (มหาฤาษี) เป็นผู้ถ่ายทอดความรู้ให้ชาวฮินดูได้ประพฤติปฏิบัติ ผู้เขียนได้ค้นคว้าถึงตำนานความเป็นมาของชื่อ “กฤษณา” จากคัมภีร์ตรีมูรติ ซึ่งศาสนาพราหมณ์-ฮินดู เป็นศาสนาที่เก่าแก่มากที่สุด
หลักคัมภีร์ตรีมูรติ  เกิดขึ้นเมื่อประมาณ พุทธศักราช 800 โดยพราหมณ์ได้แบ่งหน้าที่ ให้ดังนี้
1.    พระพรหม เป็นเทพผู้สร้าง  คือสิ่งสมบูรณ์สูงสุด  ควบคุมทุกอย่างในจักรวาล สร้างสรรพสิ่งใน
จักรวาล    พระพรหมจึงมีฐานะเป็นเทพเจ้าสูงสุดมีพระมเหสี ชื่อ “พระสรัสวดี”
2.    พระวิษณุ (พระนารายณ์) เป็นเทพผู้รักษา ภาพพระวิษณุนิยมทำเป็นรูป  4  กร  ทรงตรีขรรค์  คฑา
จักร และสังข์ มีชายา ชื่อ พระลักษมี  พระวิษณุ  ได้ลงมาอวตารเป็นผู้ทำคุณประโยชน์ให้กับโลกที่ผ่านมามี 9 ปาง  ปางที่ 7 คือพระราม ปางที่ 8 คือ ปางกฤษณะ (เกิดมาปราบคนชั่ว) และปางที่ 9 คือปางพระพุทธเจ้า   ( สถาปนาศาสนาพุทธ) ปางอวตารเป็นพระพุทธเจ้าของพระวิษณุ ซึ่งพราหมณ์มิอาจหยุดความรุ่งเรืองของพระพุทธเจ้าได้  จึงนำเข้ามาเป็นหลักในศาสนา เพื่อการยอมรับและไม่มีความแตกแยกในสังคมศาสนาในอดีต
3.    พระศิวะ (พระอิศวร) เป็นเทพผู้ทำลาย  ภาพพระศิวะ นิยมทำเป็นรูปฤาษีนุ่งห่มหนังสัตว์ประทับ
นั่งบนหนังเสือ มี 4 กร ถือ ตรีศูล ธนู ห้อยพระศอด้วยประคำหัวกะโหลก  มีงูเป็นสังวาล มีพระมเหสี คือ พระแม่อุมาเทวี
หลักตรีมูรติจึงมีผู้สร้าง  ผู้รักษา และ ผู้ทำลาย  เป็นการจำลองให้เห็นถึงสังคมมนุษย์ว่าโดยภาพรวมย่อมมี
บุคคลสามประเภทที่ปะปนอยู่
พระรูปของพระกฤษณะ มีลักษณะผมมุ่น เสียบดอกไม้ พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดอกบัว อีกข้างหนึ่งถือขลุ่ย ที่ทำจากไม้ชนิดหนึ่ง ในบรรดาเทพเจ้าของชาวฮินดู พระกฤษณะทรงมีความเป็นมนุษย์มากที่สุด  ตั้งแต่การดำเนินชีวิตในวัยเด็ก จนทรงเจริญวัยมากขึ้น  ในที่สุดพระกฤษณะก็กลายเป็นนักปราชญ์  ผู้ปราดเปรื่องในรูปแบบการบูชาแรก ๆ ของศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู  มีความสัมพันธ์กันมากระหว่างพืชพันธุ์กับแก่นของความศักดิ์สิทธิ์  ในตำนานมีการใช้ที่นั่งและแท่นดอกบัวกันมาก  เทพหลาย ๆ องค์ต่างก็อยู่บนที่นั่งหรือแท่นดอกบัว  ซึ่งดอกบัวเปรียบดั่งดวงอาทิตย์เนื่องจากดอกบัวจะบานและหุบตามเวลาที่พระอาทิตย์ขึ้นและตก  ดังนั้นในสมัยฮินดูโบราณจึงกล่าวว่า ดอกบัวเป็นที่อยู่อาศัยของพระอาทิตย์ การใช้สัญลักษณ์ดอกบัว  แสดงให้เห็นถึงอะไรที่อยู่เหนือมนุษย์ หรือการเกิดที่ศักดิ์สิทธิ์  ดอกบัวที่งดงามมิได้เกิดจากพื้นดินที่ต่ำต้อย  หากแต่เกิดจากผิวน้ำที่บริสุทธิ์เสมอ  ไม่มีมัวหมอง  ชาวฮินดูนำเมล็ดดอกบัวมาทำเป็นลูกประคำ  ถือว่าดอกบัวแทนการกำเนิดที่เหนือธรรมชาติ ที่เป็นสิ่งแรกที่กำเนิดจากน้ำในสมัยโบราณและเป็นสัญลักษณ์แทนความบริสุทธิ์ที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งในทางศาสนาพุทธ  ประวัติของพระพุทธศาสนาโดยรวม  ได้รับอิทธิพลจากแนวคิดของศาสนา พราหมณ์ – ฮินดู  จากประวัติได้กล่าวไว้ว่า  เมื่อพระโพธิสัตว์หลังจากเสวยพระชาติเป็นพระเวสสันดรอันเป็นชาติสุดท้าย  ก็ไปจุติไปประทับอยู่สวรรค์ชั้นดุสิต  เมื่อประทับที่สวรรค์พอสมควรแล้ว เทพเทวดาในสวรรค์ทุกชั้นจึงอารธนาให้มาจุติในโลก เพื่อตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงรับอารธนา จากตำนานอินเดียในอดีตได้กล่าวไว้ว่า  เมื่อประสูติ พระหัตถ์ข้างหนึ่งถือดอกบัว  เช่น  เดียวกับพระกฤษณะ  พระหัตถ์อีกข้างหนึ่งถือไม้กฤษณา  เป็นการแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลแนวคิดทางศาสนา
นอกจากนี้ในวรรณคดีไทย  เรื่อง  “กฤษณาสอนน้องคำฉันท์” เป็นวรรณคดีที่มีมานานตั้งแต่สมัย กรุงศรีอยุธยาตกทอดมาถึงรัชสมัยรัชกาลที่  3  แห่ง กรุงรัตนโกสิน ทรงโปรดให้แต่งใหม่ทั้งหมดโดย สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมสมเด็จพระปรมานุชิตโนรส  จนถึงปี  พ.ศ. 2377   อันเป็นปีที่พระองค์ทรง ปฎิสังขรวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามเสร็จเรียบร้อย  โปรดเกล้าให้จารึกความรู้แขนงต่าง ๆ  บนแผ่นหินอ่อน  ประดิษฐานไว้  รวมทั้งเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ รัชกาลที่ 5 ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัย ที่มาของวรรณคดี  เรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์เป็นพระองค์แรกว่ามีที่มาจากประเทศอินเดียวทำให้สามารถติดตามเรื่องกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ไปจนถึงที่สุด ซึ่งคือบรรพหนึ่งของมหากาพย์มหาภารตะที่เป็นรากฐานของอารยธรรมตะวันออก ที่ประพันธุ์โดยฤาษีวยาส ในศาสนาพราหมณ์ ในเนื้อเรื่องเกี่ยวข้องกับ พระกฤษณะ  และ พระนางกฤษณา
คำว่า “กฤษณะ” หมายถึงผู้ที่มีผิวดำ ส่วน “กฤษณา” จะหมายถึง เนื้อไม้ส่วนที่มีสีดำสะสมเป็นสารกฤษณา จากตำนานต่าง ๆที่เกิดขึ้นในประเทศอินเดีย  ในทางพุทธศาสนาและศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู  ที่กล่าวถึงคำว่ากฤษณาหลาย ๆ เรื่องพอที่จะกล่าวไว้ว่า กฤษณาเกี่ยวข้องกับคำว่า กฤษณะ  หรือมาจากคำว่า “กฤษณะ”   เทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู เป็น  เทพผู้รักษา  ซึ่งในศาสนาพราหมณ์ – ฮินดู  และ ศาสนาพุทธ  จึงให้ความเคารพไม้กฤษณาว่าเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์ต้องปกป้องรักษาไว้  รวมทั้งในศาสนาอิสลามและศาสนาคริสต์  จึงมีการใช้ไม้กฤษณาในพระราชพิธีต่าง ๆ เมื่อไม้กฤษณาเป็นไม้ศักดิ์สิทธิ์จึงไม่สมควรตัดไม้กฤษณาทำลายป่า อีกต่อไป  เพราะเป็นทรัพย์ของแผ่นดิน หากไม่ปลูกทดแทน ทรัพย์สินที่ได้มา จะกลับคืนสู่แผ่นดินในที่สุด สิ่งศักดิ์สิทธิ์  จึงเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในจิตใจของมนุษย์อย่างชัดเจนเป็นแรงศรัทธาที่พร้อมจะโน้มน้าวหรือชักจูงให้มนุษย์กระทำอะไรก็ตาม  ตามความฝันของตัวเองจนบรรลุผลสำเร็จ  การเผ้ามองสิ่งที่เกิดในธรรมชาติเช่นกฤษณาอย่างละเอียดอ่อน  แล้วแสดงความเคารพเพื่อให้ชีวิตเกิดสมดุลที่จะดำรงอยู่ และเป็นเครื่องมือสำคัญในการยึดเหนี่ยวจิตใจ และความเชื่อมั่นของคนมาโดยตลอด

การปลูกไม้กฤษณาจึงถือเป็นสิริมงคลของชีวิตเสมือนการจุดธูปหลายล้านดอก และสมควรที่จะใช้ประโยชน์จากไม้กฤษณาปลูกเท่านั้น  เพราะปัจจุบันไม้กฤษณาปลูกสามารถกระตุ้นให้หลั่งสารกฤษณาได้ เร็วกว่าที่เกิดในธรรมชาติถึง 10 เท่ามีศักยภาพสูงมากพอในเชิงเศรษฐกิจ

Post a Response