การขยายพันธุ์
การขยายพันธุ์
การคัดเลือกพื้นที่และวิธีการปลูก
ปัญหาใหญ่ของไม้กฤษณาที่สำคัญคือ แหล่งพันธุกรรม เนื่องจากไม้กฤษณาถูกตัดโค่นเป็นจำนวนมาก ทั้งต้นที่มีและไม่มีแก่นกฤษณา ทำให้แหล่งที่จะผลิตเมล็ดที่ใช้ในการขยายพันธุ์มีน้อย ประกอบกับการปรับปรุงพันธุ์และการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน สำหรับการขยายพันธุ์ต้นกฤษณาทั้งหมดของประเทศไทยได้จากกการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ อาศัยการเพาะจากเมล็ดพันธุ์หรือการใช้กล้าไม้ที่งอกภายใต้ต้นมาย้ายชำลงถุง ในอดีตมีการลักลอบนำเมล็ดจากเขตป่าอนุรักษ์ เพื่อนำมาเพาะเมล็ดโดยเฉพาะบริเวณรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ เทือกเขาบรรทัดและบริเวณเขาสอยดาว เขาสระบาป นำมาปลูกเป็นสวนป่าหรือ ปลูกบริเวณบ้าน วัด และโรงเรียน อย่างไรก็ตามการเพาะเมล็ดไม้กฤษณาสามารถทำได้ง่าย
การเตรียมกล้าไม้ นับเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งสำหรับงานปลูกสร้าง สวนป่า เพราะต้องอาศัยความ
ละเอียดรอบครอบในการปฏิบัติงานมาก ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งกล้าไม้ที่มีคุณภาพดี ซึ่งหมายถึงกล้าไม้เมื่อนำไปปลูกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วจะให้อัตราการรอดตายสูงที่สุดและมีการเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดภายหลังการปลูก มีความเหมาะสมทั้งทางด้านสรีรวิทยา สัณฐานวิทยาและอายุกล้าไม้ก่อนที่จะนำไปปลูกการเตรียมกล้าไม้ตามเรือนเพาะชำส่วนใหญ่มักใช้วัสดุเพาะชำที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น โดยปกติแล้วจะใช้หน้าดินซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีลักษณะและความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน การเลือกใช้วัสดุเพาะชำที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้ เช่นดินในชั้นดินป่าไม้และการนำเอาอินทรีย์ วัตถุที่มีเหลือใช้มาดัดแปลงให้เหมาะสมเพื่อปรับปรุง
โครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญของกล้าไม้ แต่ในกรณีที่ดินในชั้นหน้าดินป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมีคุณสมบัติทางกายภาพเลวหรือต้องการเร่งการเจริญเติบโตของกล้าไม้ให้สม่ำเสมอทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก จำเป็นจะต้องใช้ปุ๋ยมาช่วยเร่งการเจริญเติบโตเช่น ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก การเลือกให้ปุ๋ยขึ้นกับความเหมาะสมและต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
การเพาะเมล็ด จะเก็บเมล็ดแก่ในช่วยเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม โดยเมล็ดแก่จะมีสีน้ำตาลเข้ม จำนวนเมล็ดประมาณ 4,000 – 5,000 เมล็ดต่อกิโลกรัม ราคาซื้อขายเมล็ดตกประมาณ 2,500 -3,000 บาทต่อกิโลกรัม โดยการเก็บเมล็ดควรเก็บเมล็ดที่ร่วงอยู่บริเวณโคนต้นดีกว่าเก็บบนต้นเพราะจะได้เมล็ดที่แก่เต็มที่แล้ว เมื่อได้เมล็ดมาแล้วต้องรีบเพาะท้นทีเนื่องจากเปอร์เซ็นต์การงอกจะลดลงอย่างรวดเร็ว โดยหากเพาะภายในหนึ่งสัปดาห์ จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ สัปดาห์ที่สองประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ และสัปดาห์ที่สามประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์ นำเมล็ดที่ได้มาเพาะลงถุงดินโดยคว่ำส่วนหัวสีน้ำตาลลงและกดเมล็ดให้จมลงประมาณ ¾ ส่วนของเมล็ดหรืออาจเพาะในกระบะเพาะก่อนย้ายชำ โดยใช้ทรายคั่วหรืออบฆ่าเชื้อแล้ว หว่านเมล็ดให้กระจายกลบด้วยทรายให้สม่ำเสมอประมาณ 3-5 มิลลิเมตร รดน้ำให้ชุ่ม
การเพาะชำโดยใช้กล้า (เบี้ย) ก่อนที่เมล็ดหล่นลงใต้โคนต้นแม่ ควรเตรียมพื้นที่บริเวณโคนต้นก่อนโดยการพรวนดิน เก็บกล้าในช่วงเช้าขณะที่พื้นดินใต้ต้นยังมีความชื้นอยู่ เมื่อเก็บกล้าแล้วให้นำใบตองห่อกล้าที่เก็บมา แช่รากในน้ำและนำไปลงถุงชำภายใน 1 วัน
สำหรับวัสดุเพาะชำ โดยทั่วไปใช้ถุงเพาะชำขนาด 2.5 x 7 นิ้ว (เหมาะสำหรับการผลิตกล้าขนาด 50 เซนติเมตร) ส่วนผสมของวัสดุเพาะชำใช้ดิน : ทราย หรือ แกลบ : ปุ๋ยคอก เท่ากับ 6:3:1
การบำรุงรักษากล้ากฤษณา ควรวางกล้าไว้ในโรงเรือนที่คลุมโดยแสลนดำ พรางแสงได้ประมาณ 50-70 เปอร์เซ็นต์ ในสัปดาห์แรกควรรดน้ำทั้งเช้า-เย็น หลังจากนั้นรดวันละครั้ง ใส่ปุ๋ยคอกผสมน้ำรดเดือนละครั้ง หรือฉีดพ่นปุ๋ยทางใบทุก 15 วัน ในกรณีที่ใส่ปุ๋ยมากเกินไปจนดินเค็ม ให้หว่านปูนโดโลไมท์บาง ๆ แล้วรดน้ำให้มาก ๆ เพื่อขับหรือชะล้างความเค็มออกจากดิน สำหรับปัญหาโรคและแมลงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพบ แต่โรคที่อาจเกิดขึ้นได้คือ โรคเน่าคอดิน แก้ไขโดยผสมยากันเชื้อรากับปุ๋ยฉีดทางใบ พ่นทุก 15 วัน รดน้ำผสมปุ๋ยคอกและดูแลต่อไปจนกล้าไม้อายุ 9 -12 เดือน ความสูงประมาณ 50 ซม. สามารถที่จะนำไปปลูกได้ เนื่องจากกล้าไม้กฤษณาต้องการความชื้นสูง และตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการขาดน้ำ ดังนั้นก่อนนำไปปลูกต้องมีการทำกล้าไม้ให้แกร่ง โดยให้กล้าไม้ได้รับแสงแดดมากขึ้นและลดการให้น้ำลง
การคัดเลือกพื้นที่และ วิธีการปลูก
พื้นที่ปลูกไม้กฤษณาควรเป็นที่เนิน น้ำไม่ท่วมขัง ดินมีการระบายน้ำดี รูปแบบ การปลูกอาจปลูกในลักษณะสวนป่าเชิงเดี่ยวและการปลูกแบบสวนป่าวนเกษตร โดยปลูกไม้กฤษณาร่วมกับพืชหรือไม้ยืนต้นชนิดอื่น เช่น ปลูกไม้กฤษณาแทรกในสวนยางพารา สวนผลไม้ เป็นต้น
การปลูกและวิธีการปลูกนั้น โดยความเป็นจริงแล้วไม่แตกต่างกับการปลูกไม้ป่าอื่น ๆ มากนัก แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม้กฤษณาต้องการความชื้นทั้งในดินและในบรรยากาศสูง จึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม และการจัดการเรื่องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ วิธีการปลูกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
1. การปลูกเชิงเดี่ยวในที่โล่งแจ้ง
การปลูกเชิงเดี่ยวสำหรับไม้กฤษณาจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมอย่างมาก พื้นที่ที่ปลูกควรมี
ความชื้นสูง มีระบบน้ำที่ดี มีสระเก็บน้ำที่เพียงพอใช้ในฤดูแล้งและควรขุดหลุมให้กว้าง เพื่อให้ปุ๋ยคอกในการปรับปรุงดินให้เก็บกักความชื้นในดินได้มากขึ้น และใส่ผงถ่านป่นจากเปลือกไม้ หรือ ขี้เถ้าแกลบเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้สูงขึ้น เนื่องจากถ้าพื้นที่ปลูกไม้กฤษณาอยู่ในเขตที่มีฝนชุก pH ของดินค่อนข้างต่ำ การใส่ผงถ่านจะช่วยยกระดับ pH และเพิ่มธาตุอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะผงถ่านจากเปลือกไม้ หรือ ขี้เถ้าแกลบ
การเตรียมหลุมในดินทราย
สภาพของดินทราย คือการเก็บน้ำไม่อยู่ เพราะดินร่วนซุยจนเกินไป ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ การขาดอินทรีย์วัตถุและแร่ธาตุต่าง ๆ ในกรณีดังกล่าวจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และโพลีเมอร์ในการช่วยเก็บน้ำ ใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท ซึ่งเปนปุ๋ยละลายช้าช่วยการเจริญเติบโตของต้นกล้าปลูกใหม่ ช่วยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้ 4 เดือน ใช้หินฟอสเฟต และโดโลไมท์ช่วยการเจริญเติบโตของราก ควรขุดหลุมกว้าง 50 - 57 ซม. ความลึกเท่ากัน แยกดินชั้นบนไว้ใช้ทำดินผสมนำดินนี้มาใส่ออสโมโค้ท 1 - 2 ช้อนแกง หินฟอสเฟตและโดโลไมท์อย่างละ 50 - 100 กรัม ปุ๋ยหมัก (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่น ๆ) ประมาณ 1 ใน 3 ของดินคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหว่านใส่รองก้นหลุม 1 ใน 4 ส่วน จากนั้นใช้โพลีเมอร์ (วุ้นอุ้มน้ำ) ซึ่งแช่น้ำอัตรา 1 กก/น้ำ 200 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน หรือถ้าเร่งด่วนก็แช่น้ำก่อน 1 ชั่งโมงขึ้นไป กวนให้กระจายกันดีแล้วตักมาทั้งน้ำทั้งเนื้อใส่ไปที่ก้นหลุม 1 ลิตร ส่วนที่ไม่ต้องคลุกเคล้าโพลีเมอร์กับดินปลูก ซึ่งมีผู้ทดลองมาแล้วหลายรายยืนยันตรงกัน จากนั้นจึงกลบดินผสมขึ้นมาจนถึงระดับต่ำกว่าปากหลุมเล็กน้อย ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้เก็บน้ำฝนได้ดีเวลาฝนตก เพราะสภาพที่เป็นทรายจัดนั้นปกติดินไม่เก็บน้ำ น้ำจึงซึมหายไปหมดเมื่อฝนหยุด ปลูกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หรือถ้าฝนตกลงมาก็จะดีมาก
โพลิเมอร์ จะเป็นผู้เก็บรักษาน้ำสำรองไว้อย่างน้อย 1 ลิตรหลังฝนตกหรือรดน้ำเกิน 1 ลิตร ซึ่งถ้าให้น้ำเกิน 1 ลิตร น้ำส่วนเกินจะซึมหายไปและหลุมนั้นก็ยังคงมีน้ำสำรองเก็บไว้ในโพลีเมอร์ โพลีเมอร์จึงไม่สามารถดึงน้ำจากเซลล์ของรากพืช หรือส่วนอื่น ๆของพืช แต่จะถูกพืชดูดน้ำออกจากโพลีเมอร์ไปใช้ในเนื้อดิน และเมื่อฝนตกหรือรดน้ำโพลีเมอร์ก็จะกลับดูดน้ำพองออกมา เป็นวุ้นอีก คือเก็บน้ำสำรองไว้ได้อีก
การเตรียมหลุมในดินที่แน่นแข็ง และดินดาน สภาพของดินแบบนี้คือ การไม่ระบายถ่ายเทน้ำของดิน ดินแน่นแข็งจนรากเจริญแทงลงดินไม่ได้ ปัจจุบันใช้สารละลายดินดานเป็นตัวช่วย ทำให้ดินลดความแน่นเหนี่ยวลง ทำให้ดินร่วนโปร่ง ระบายถ่ายเทน้ำดีขึ้น ทำให้น้ำไม่ขังรากแทงลึกลงดินได้ดีขึ้น หากดินชั้นบนร่วนโปร่งแบบดินร่วนหรือดินทราย แต่มีชั้นดินดานอยู่ใต้ชั้นไถพรวน การเตรียมหลุมก็ทำแบบเดิมก่อน หรือ ขุดหลุมแล้วแยกดินบนเอามาผสมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หินฟอสเฟต โดโลไมท์และออสโมโค้ท ใช้ดินผสมใส่รองก้นหลุมแล้วใส่สารละลายดินดานลงก้นหลุม สารละลายดินดานนี้ไม่ต้องเคล้ากับดินผสมจากนั้นใส่โพลีเมอร์ 1 ลิตรทับลงไปบนสารละลายดินดาน ไม่ต้องคลุกเคล้ากับสารละลายดินดานและดินก้นหลุม แล้วปลูกกล้าไม้ทับลงบนโพลีเมอร์เสร็จกลบด้วยดินผสมตามปกติ เมื่อฝนตกหรือรดน้ำจนเปียกชุ่ม พอลงไปถึงสารละลายดินดานซึ่งเปียกแล้ว สารละลายดินดานก็จะทำให้ดินที่แน่นค่อย ๆ คลายตัวออกกลายเป็นดินร่วน น้ำซึ่งเติมลงไปอีกภายหลังหรือที่มีอยู่จะทำให้ดินร่วนลึกลงไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้น้ำซึมลงดินชั้นล่างได้ดี และราก็จะแทงลงใต้ดินได้ดีด้วย
การปลูกแบบไม่ขุดหลุม สภาพดินแบบนี้คือดินเหนียวจัด แบบดินท้องนาที่ยกร่อง เป็นสวนผลไม้ ถ้าขุดหลุมปลูกเวลารดน้ำน้ำจะขังในหลุม เพราะดินโดยรวมเป็นดินเหนียวจัดทั้งหมด การระบายน้ำออกไปได้โดยยาก รากจะแช่น้ำอ่อนแอเป็นโรคตายได้ง่าย วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ ปลูกบนดินแล้วให้รากแผ่จากบนดินตรงจุดที่จะวางต้นกล้าแล้วนำปุ๋ยคอก แกลบ ฟอสเฟต และโดโลไมท์ หว่านกระจายบาง ๆ แล้วใส่ปุ๋ยออสโมโค้ทเล็กน้อย ลงบนจุดที่จะวางเข่งหรือตระกล้า หลังจากนั้นนำเข่งหรือตระกล้ามาวางแล้วใช้ดินผสมใส่รอบ ๆ เข่งหรือตระกล้า ถ้าจำเป็นต้องป้องกันลมโยกก็ตอกไม้ยึดขอบเข่งหรือตระกล้าให้แน่น คอยรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ รากจะเจริญเต็มเข่งหรือตระกล้าแล้วเทลงดินไปในทิศทางที่เหมาะสมได้เอง
การทำร่มเงาบังแสง ใช้เพื่อป้องกันต้นไม้รับแสงโดยตรง เช่นใช้ทางมะพร้าว ตาข่ายพรางแสง หรือวัสดุ อื่น ๆ เพื่อช่วยให้ต้นไม้ตั้งตัวได้ โดยเฉพาะในช่วงกล้าไม้อายุ 1-2 ปี
การรดน้ำ โดยเฉพาะฤดูแล้งอาจมีความจำเป็นต้องมีการรดน้ำบ่อย เพื่อช่วยให้กล้าไม้รอดตายและตั้งตัวและเติบโตได้ดีขึ้น การปลูกไม้พี่เลี้ยง เช่นกล้วย เพื่อช่วยให้ป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์ และช่วยทำให้พื้นดินไม่แห้งมากจนเกินไป ซึ่งวิธีนี้อาจจำเป็นต้องปลูกกล้วยก่อนอย่างน้อย 1 ปี วิธีการเหล่านี้กล้าไม้ที่ปลูกต้องมีขนาดใหญ่ ความสูงประมาณ 50 ซม. ขึ้นไปและมีการทำกล้าไม้ให้แกร่ง ก่อนการปลูก 1 เดือน ในเรือนเพาะชำ โดยการลดการให้น้ำ และให้กล้าไม้ได้รับแสงมากขึ้นก่อนการปลูก
2. การปลูกผสมผสาน
การปลูกในระบบวนเกษตร การปลูกผสมผสานการปลูกควบในสวนยางพาราและการปลูกในพื้น ที่ป่าชุมชนต่าง ๆ เป็นรูปแบบที่น่าสนใจอย่างยิ่งด้วยเหตุผลที่ไม้กฤษณาต้องการร่มเงา โดยเฉพาะในระยะแรก ดังนั้น การปลูกในพื้นที่สวนผลไม้ สวนยาง สวนผสม จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม ซึ่งจะทำให้อัตราการรอดสูงและอย่างไรก็ตาม การปลูกในพื้นที่ที่ปกคลุมหนาแน่น และมีร่มเงามาก เช่น สวนผลไม้และสวนยางพาราที่มีอายุ และมีความหนาแน่นของต้นไม้มาก อาจทำให้ไม้มีการเติบโตต่ำ ดังนั้นจึงควรปลูกเมื่อสวนผลไม้และสวนยางพาราอายุยังน้อยไม่ควรเกิน 3-5 ปี สำหรับในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่นนักสามารถปลูกได้ตามช่องว่างของเรือนยอดของต้นไม้ จะทำให้กล้าไม้มีอัตราการรอดตายและการเติบโตสูง
ระยะปลูกและการดูแล
บำรุงรักษาหลังการปลูก
ระยะปลูกหรือความหนาแน่นของต้นปลูก เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพการใช้แสหรือการสังเคราะห์แสงของพืชตั้งแต่พืชงอก ซึ่งจะส่งผลถึงผลผลิตในขั้นสุดท้าย พืชต่างชนิดกันต้องการระยะปลูกที่เหมาะสมไม่เท่ากัน แม้แต่พืชชนิดเดียวกันแต่ต่างพันธุ์กันยังต้องการระยะปลูกไม่เท่ากัน ระยะปลูกที่เหมาะสมนอกจากขึ้นอยู่กับชนิดของพืชแล้วยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อการเจริญของพืชอีกด้วย เช่นความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความชื้น และภูมิอากาศอย่างไรก็ตามจุดประสงค์ของการปลูกต้นกฤษณา ผลผลิตขั้นสุดท้าย คือ สารกฤษณา ทั้งในเรื่องของปริมาณและคุณภาพ ซึ่งอิทธิพลของระยะปลูกจะมีผลต่อการเจริญของลำต้นและใบ จากการสังเกตพบว่าในป่าธรรมชาติต้นกฤษณาจะขึ้นอยู่ใกล้ชิดกับต้นไม้อื่น การปลูกระยะถี่จึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด
การปลูกระยะห่างให้มีกิ่งก้านมากพอสมควร มีจุดประสงค์เพื่อแยกสัดส่วนเนื้อไม้ เพื่อทำไม้ชิ้นจุดดม ให้ได้รูปทรงต่าง ๆ (ไม้ตัว – ศัพท์ชาวบ้าน) ต้องใช้เวลาในการสะสมสารกฤษณานานกว่า แต่ผลสุดท้ายถึงแม้จำนวนต้นกฤษณาต่อพื้นที่จะน้อยกว่า และปลูกระยะเวลานานกว่า แต่ผลผลิตคือชิ้นไม้กฤษณาจะจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าน้ำมันกฤษณาจากการทดลองปลูกต้นกฤษณา
ระยะที่เหมาะสมสำหรับต้นกฤษณาคือ 2 x 2 เมตร , 2 x 3 เมตร , 3 x 3 เมตร
ระยะ 2 x 2 เมตร ปลูกได้จำนวน 400 ต้นต่อไร่
ระยะ 2 x 3 เมตร ปลูกได้จำนวน 266 ต้นต่อไร่
ระยะ 3 x 3 เมตร ปลูกได้จำนวน 177 ต้นต่อไร่
ระยะ 4 x 4 เมตร ปลูกได้จำนวน 100 ต้นต่อไร่
การกำหนดระยะปลูกต้นกฤษณาค่อนข้างถี่ ด้วยเหตุผลต้นกฤษณาต้องการความชื้นสูง เป็นการลดการสูญเสียน้ำจากดินที่ระเหยสู่บรรยากาศ และการโค่นล้มของต้นกฤษณา
การปลูกแซมพืชอื่น
การกำหนดระยะห่างในการปลูกต้นกฤษณาที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ให้ดีย่อมมีผลต่อการลงทุนในเชิงพาณิชย์ ซึ่งอาจปลูกแซมกับพืชผลไม้อื่นได้เกือบทุกชนิด มีแนวโน้มว่าการปลูกไม้กฤษณาแซมพืชอื่นจะปลูกได้ดีกว่าการปลูกเป็นไม้เบิกนำ เพราะต้นกฤษณาต้องการความชื้นสูง โดยปลูกแซมระหว่างต้นหรือระหว่างแถวดังนี้
1. การปลูกแซมสวนเก่า เนื่องจากสวนพืชเศรษฐกิจมักมีสภาพร่มครึ้ม มีความชุ่มชื้นคล้ายป่า เช่น สวนยางพารา สวนปาล์มน้ำมัน สวนไม้ผล เมื่อต้นเดิมตายลงแทนที่จะปลูกพืชชนิดเดิมก็สามารถปลูกต้นกฤษณาแทนได้
2. การปลูกแซมสวนมะพร้าว เนื่องจากมะพร้าวให้รายได้ไม่สูงนัก จึงอาจจะนำต้นกฤษณามาปลูกแซมเข้าไปได้ โดยปลูกระหว่างเส้นทแยงมุมของต้นมะพร้าวให้กระจายไปทั่วสวนมะพร้าวจะช่วยบังแดด บังลมให้กับต้นกฤษณา เมื่อต้นกฤษณาโตจนสร้างสารกฤษณาได้ก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้อีกทางหนึ่งด้วย
3. ปลูกแซมสวนกล้วย เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่าย และช่วยบังแดดบังลมให้ต้นกฤษณาที่เริ่มปลูกในระยะแรกได้เป็นอย่างดี โดยอาจปลูกกล้วยให้โตสักระยะหนึ่งก่อนพอที่จะบังแดดบังลมได้แล้วจึงปลูกต้นกฤษณาตามมา ขณะที่ต้นกฤษณายังไม่โตพอจะทำประโยชน์ได้ก็ยังสามารถขายกล้วยเพิ่มรายได้ได้อีกด้วย
4. ปลูกแซมสลับกับไม้ป่า เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชอย่างเดียว อาจใช้วิธีปลูกแซมพืชเดิม เช่น ต้นสัก ซึ่งอาจปลูกต้นกฤษณาระยะห่าง 4 x 4 เมตร แล้วปลูกต้นสักแซมระหว่างกลางของ 4 เมตรได้อีก 300 ต้นต่อไร่ หรืออาจปลุกในทางกลับกัน คืออาจจะปลูกต้นสักระยะห่าง 4×4 เมตร 100 ต้น แล้วปลูกต้นกฤษณาแซมระหว่างกลางของ 4 เมตร ได้อีกไร่ละ 300 ต้น หรืออาจจะปลูกแซมสลับกับไม้อื่น ๆ ได้อีก เช่น ประดู่ พยุง เป็นต้น
แต่การปลูกแซมในสวนที่มีร่มเงาสูง เช่นสวนยางพารา ที่มีเรือนยอดค่อนข้างชิดกันหรือปลูกแซมสวนยางพาราที่มีอายุมากแล้วพบว่าต้นกฤษณาเจริญเติบโตได้ช้า ชะงักการเติบโต ทิ้งใบและอาจตายไปในที่สุด
การดูแลปฏิบัติเบื้องต้น
ถึงแม้กฤษณาจะเป็นไม้ที่ปลูกง่าย ไม่ต้องมีการเอาใจใส่ดูแลมากเหมือนกับการปลูกไม้ผล แต่ ก็ต้องดูแลเอาใจใส่บ้างในระยะแรกไม่ใช่ปล่อยปละละเลยเสียทีเดียว เมื่อปลูกกฤษณาลงสวนแล้ว ควรต้องดูแลเอาใจใส่ให้เจริญเติบโตได้ดีสม่ำเสมอทุกปี
ในการปลูกช่วง 1 – 2 ปีแรก ต้นกฤษณายังเล็กอยู่ รากก็มีจำกัดทำให้หาอาหารได้ไม่มากเกษตรกรและผู้สนใจปลูกจึงควรรดน้ำอยู่เสมอ
ในระยะแรกผู้ปลูกควรปฏิบัติดูแลรักษาต้นกฤษณาดังนี้
1. การให้น้ำ ในระยะ 2 -3 เดือน แรกปลูกควรมีการรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอประมาณ 3 – 5 วัน
ต่อครั้ง เว้นแต่ช่วงฝนตกควรงดการให้น้ำ ต้นกฤษณาที่มีอายุหนึ่งปีขึ้นไปควรรดน้ำ 7- 15 วันต่อครั้งในช่วงฤดูแล้ง และทุกครั้งที่มีการแตกยอดอ่อนใหม่ ๆ ควรมีการให้น้ำอยู่เสมอ แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนไม่ต้องให้น้ำก็ได้เพราะปริมาณน้ำฝนมีเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว
2. การใส่ปุ๋ย ไม่จำเป็นจะต้องใส่มาก เพราะจำทำให้ไปเร่งลำต้นกิ่งใบมากเกินไป ควร
ปล่อยไปตามธรรมชาติ เมื่อต้นกฤษณาตั้งตัวได้แล้วก็ปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ อาจจะใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเป็นครั้งคราว ในช่วงปีแรกๆ ต้องเอาในใส่อนุบาลบ้างด้วยการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกปีละ 1 -2 ครั้ง
ในปัจจุบันนี้ เริ่มมีการหันมาใช้ปุ๋ยหมักกลุ่มจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพ ( EM) เพราะราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีหลายเท่าตัว เป็นการช่วยลดต้นทุนและมีประสิทธิภาพเร่งต้นไม้ให้เจริญเติบโตเร็วแข็งแรงอีกด้วย
บางคนใช้ปุ๋ยหมักกลุ่มจุลินทรีย์นี้ปลูกไม้ยืนต้น โดยเอาปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินก้นหลุมประมาณ 1 – 2 กำมือ แล้วเอาต้นกล้าลงปลูก กลบดินถึงปากหลุมแล้วเอาปุ๋ยหมักนี้โรยทั่วปากหลุมจากนั้นจึงรดน้ำ ปรากฏว่าต้นไม้โตเร็ว การปลูกไม้กฤษณาก็สามารถใช้วิธีการอย่างเดียวกันได้เป็นอย่างดี
3. การกำจัดวัชพืช ในกรณีที่ ไม่สามารถรักษาแปลงปลูกให้ปราศจากวัชพืชได้ ก็ต้องคอยดูแลอย่าให้วัชพืชขึ้นคลุมยอดกฤษณาได้ ถ้ามีวัชพืชขึ้นคลุมยอดกฤษณาต้องทำการถอนวัชพืชที่ขึ้นรกออกมาเป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในแปลงที่เป็นที่ดอนควรทำการเก็บวัชพืชอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งประมาณต้นฤดูหนาวหลังฝนหมดแล้ว เมื่อถอนวัชพืชออกแล้ว ไม่ต้องนำไปทิ้งที่อื่น ให้นำวัชพืชที่ถอนแล้งและแห้งตายมาคลุมโคนกฤษณาที่ปลูกอย่าได้อีกต่อไป
การให้ปุ๋ย
เนื่องจากกฤษณาเป็นไม้ป่าที่ต้องผลผลิตออกมาเป็นปริมาณเนื้อไม้แล้วใช้เนื้อไม่ในการผลิตกฤษณาเป็นต้น ๆ ไป ยิ่งทำให้ต้นไม้โตมากมีเนื้อไม้มากหรือมีนวลของต้นไม้มากก็ยิ่งมีความสามารถผลิตกฤษณาได้มาก ดังนั้นแนวทางในการในการใส่ปุ๋ยจึงมีเพียงทำให้มีการเจริญเติบโตได้มากที่สุด รวดเร็วที่สุด
1. ปุ๋ยจากพื้นฐานการบำรุงดิน ที่มีการแนะนำและปฏิบัติทั่วไปเพื่อให้ดินดี รากเจริญดีก็จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการปลดปล่อยแร่ธาตุทั้งธาตุหลัก, ธาตุรองและธาตุเสริม ใช้หินฟอสเฟตหรือ ร็อคฟอสเฟส เพื่อการแก้กรดในดิน, ให้แร่ธาตุฟอสฟอรัส,ช่วยการเจริญเติบโตของราก และให้แคลเซี่ยมเป็นธาตุรอง ทำให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรงดีและมีการหว่านโดโลไมท์เพื่อทำให้ดินเป็นกรดลดลงและได้ธาตุรองสองตัว คือ แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม ในที่นี้เน้นการได้รับแมกนีเซี่ยม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ในส่วนสีเขียวของพืช การมีแมกนีเซี่ยม อย่างเพียงพอทำให้ใบพืชมีสีเขียวเข้มสามารถจับพลังงานจากแสงมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ,พืชสร้างอาหารได้ดีกว่าพืชที่ขาดแมกนีเซี่ยม ใช้ปุ๋ยสามอย่างนี้เป็นหลักโดยมีการตรวจสอบความเป็นกรด – ด่าง ของดินไปด้วย ก็จะใช้ปุ๋ยไม่ผิดพลาด คือ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นตัวแทนไนโตรเจน ใช้หินฟอตเฟตเป็นตัวแทนฟอสฟอรัส ใช้โดโลไมท์เป็นตัวแทนของแมกนีเซี่ยม ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้มาโดยวิธีถูกที่สุดวิธีหนึ่งแล้วจึงเสริมปุ๋ยอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ส่วนหน้าดินตื้นหรือดินแน่นแข็งก็แก้ไขด้วยสารละลายดินดานจะทำให้ดินร่วนขึ้นหน้าดินหนาขึ้น รากมีที่หากินมากขึ้น ก็ใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้มากขึ้น
2. ปุ๋ยสามสูตรที่ใช้เพิ่มเติม โดยปกติเกษตรกรจะนิยมใช้ปุ๋ยสูตรเท่ากันหรือใกล้เคียงกันเช่น 15-15-15,16-16-16 หรือ 16-11-14 เป็นต้น อย่างไรก็ตามจากการใช้ปุ๋ยพื้นฐานการบำรุงดินเราก็ไม่ขาดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสอยู่แล้ว ดังนั้นอาจเลือกปุ๋ยตัวหน้าตัวกลางต่ำ แต่มีตัวท้าวสูงและโบรอน เช่น 14-10-30+0.25 B หรือปุ๋ยไม่มีตัวหน้า เช่น 0-13-30+0.5 B เป็นต้น การเลือกปุ๋ยที่มีโบรอนอยู่ด้วยก็เพื่อจะใช้จุลธาตุ โบรอนในดินให้มากเพียงพอ เพราะธาตุโบรอนจะทำให้การทำงานของธาตุแคลเซี่ยมดีขึ้นมาก อย่างไรก็ตามถ้าหาปุ๋ยสูตรที่มีโบรอนได้ยากจริง ๆ ก็ใช้ปุ๋ยที่หาได้ง่ายคือ 15-15-15 หรือ 16-11-14 ใช้เป็นปุ๋ยเสริมโดยให้เป็นครั้งคราวได้
3. ปุ๋ยอินทรีย์ นำมาใช้เป็นแหล่งของไนโตรเจนที่สำคัญและยังได้แร่ธาตุอื่น ๆ ครบทุกตัว ได้สาร
ฮิวมิคแอชิด ในธรรมชาติจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุในดิน ปุ๋ยอินทรีย์ก็คือปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์วัตถุทุกอย่าง เช่น มูลสัตว์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยจากขยะ ฟาง หญ้า ใบไม้ เศษพืช ซากสัตว์ ของเหลือ จากโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้พืชหรือสัตว์เป็นวัตถุดิบ เลนก้นปอจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียที่ไม่ใช่น้ำเสียของโลหะหนักที่เป็นพิษ ปุ๋ยอินทรีย์ที่สำคัญ คือ เศษหญ้าต่าง ๆที่ตัดทิ้งอยู่ในสวนกฤษณานั้นเอง
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวนั้นไม่จำเป็นต้องนำมาหมักก่อนแต่อย่างใด นอกจากมีปัญหาของการมีปริมาตรมากเกินไปก่อนการขนส่ง ควรหาของที่ไม่แพงอยู่ใกล้เพื่อให้ขนส่งสะดวกจะได้มีต้นทุนต่ำ
หลักการที่ถูกต้องคือ การแบ่งใส่ให้ตลอดหน้าฝนหรือระยะเวลาที่มาการรดน้ำอยู่ ใส่ให้ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้งจะทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายตัวดำเนินไปอย่างช้า ๆ การเพิ่มไนโตรเจนแก่ดินจะได้ทั้งจากไนโตรเจนในอินทรีย์วัตถุเองและจากผลงานของเชื้อ อะโซโตแบ็คเตอร์ ที่ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ
การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งเดียวมาก ๆ จะทำให้เกิดจุลินทรีย์ขึ้นอย่างเต็มที่ ขณะเดียวกันจุลินทรีย์จะยืมไนโตรเจนในดินไปใช้ชั่วคราวจะทำให้พืชแสดงอาการขาดไนโตรเจน อาจแก้ไขโดยการหว่านยูเรีย 46-0-0 หรือ แอมโมเนียมซัลเฟต 21-0-0 อันที่จริงพอพ้นระยะที่จุลินทรีย์จะยืมไนโตรเจนในดินไปใช้ชั่วคราวก็จะปลดปล่อยกลับมาสู่ดินอีกและมักจะมากกว่าที่ยืมไปใช้ การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งละมาก ๆ อาจมีผลจากการหมักย่อยทำให้เกิดความร้อนขึ้นและเป็นอันตรายต่อราก
การหว่านกระจายปุ๋ยอย่างบาง ๆ ไปทั่วผิวดินในสวนป่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ ไม่ร้อน ไม่เกิดการยืมไนโตเจนชั่วคราว ไม่มีปัญหาต่อราก ช่วยคลุมดินและปลดปล่อยปุ๋ยอย่างช้า ๆ คล้ายกับปุ๋ยละลายช้า
ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีความเค็มหรือมีเกลือเจือปนอยู่ เช่น ขี้เป็ดที่เลี้ยงด้วยปลาทะเล เลนก้นบ่อกุ้งหรือสัตว์น้ำเค็ม ปุ๋ยเหล่านี้ถ้านำมาใช้ในพืชน้ำจืดจะสะสมเกลือเพิ่มขึ้นทีละน้อย เมื่อมากจะเริ่มเป็นพิษจะทำให้มีอาการขอบใบ ปลายใบไหม้แห้ง ใบหมดอายุเร็วกว่าปกติ ไม่ควรนำมาใช้
4. การให้ปุ๋ยกับกฤษณาในถุงเพาะชำ ในดินที่ปรุงด้วยวัสดุต่าง แล้ว ควรผสมปุ๋ยละลาย ช้าครึ่งช้อนชาถึงหนึ่งช้อนชาต่อดินปลูก 1 ถุง คลุกผสมให้เข้ากันดีกับดินแล้วจึงปลูกจะทำให้ต้นไม้งามดีประมาณ
3 – 4 เดือน พอใกล้จะครบกำหนดก็ใส่ปุ๋ยอีกครั้งโรยบนผิวหน้าของดินในถุง แล้วโรยดินหรือขุยมะพร้าวหรือปุ๋ยอินทรีย์กลบทับบาง ๆ และมีผลต่อไปอีก 3-4 เดือน ปุ๋ยละลายช้าดังกล่าวมีชื่อทางการค้าว่าอ็อสโมโคท หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายสารเคมีการเกษตรทั่วไป
ในกรณีที่ดินที่นำมาปลูกมีปัญหา เช่นดินเปรี้ยว , เหนียวจัด ต้นไม้จะแสดงออกทางการขาดจุลธาตุ เช่น ใบบาง , ใบด่าง , ใบเหลือง , ใบซีด แก้ปัญหาโดยการใส่จุลธาตุรวมทางดิน เช่น คีเลท 191 หรือ ฉีดพ่นทางใบด้วยจุลธาตุรวม เช่น ฟาสเตอร์,โทน่า , อุลตร้าเชียร์,โปรวิต หรือ ยูนิเลท เป็นต้น
5. การให้ปุ๋ยเพื่อแก้อาการโตช้า ถ้าเป็นต้นไม้ในแปลงให้เพิ่มอินทรียวัตถุให้บ่อยขึ้นหรือมากขึ้น ทางใบให้ฉีดพ่นด้วยยีสต์เอ็กแทร็ก,ยีสต์บวก,โปรวิต,เทอราชอฟท์,สาหร่ายสกัดหรืออาหารเสริม ต่าง ๆ ถ้าเป็นต้นไม้ในถุงให้เติมอ็อสโมโคท แล้วฉีดพ่นทางใบด้วยยีสต์บวกสลับกับการใช้โปรวิต
6. ปุ๋ยแก้อาการใบเหลือง ใบซีดเหลืองทั่วไปทั้งต้นใบล่างเหลืองและหมดอายุเร็วกว่าปกติเป็นอาการขาดปุ๋ยแบบรวม ๆ เน้นการขาดไนโตรเจน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้น หว่านยูเรีย หรือแอมโมซัลเฟต หว่าน 16-11-14 เสริมให้ รดน้ำให้ปุ๋ยละลาย อาการนี้อาจเกิดได้เมื่อใส่เศษพืชที่ขาดไนโตรเจนลงไปในสวนเป็นจำนวนมากทันที เช่น ขี้เลื่อย ขี้กบ เป็นต้น เมื่อใส่ให้ทางดินเพียงพอ แล้วให้ฉีดเสริมทางใบด้วยยีสต์กสัดหรือยีสต์บวก
หากมีอาการใบเหลือง ,ใบบาง , ใบด่างแต่ใบล่างไม่ร่วงเร็วแบบขาดไนโตรเจน อาจจะขาดจุลธาตุรวม ให้ฉีดพ่นด้วยโปรวิต, ฟาสเตอร์ ,โทน่า , อุลตร้าเชียร์หรือยูนิเลท ฉีดพ่นทุก 10 -15 วัน จนกว่าใบที่แตกใหม่จะมีอาการเป็นปกติ หรือ อาจจะเกิดจากดินเปรี้ยวแล้วตรึงจุลธาตุ ให้ทำการตรวจพีเอชของดิน ถ้าเป็นกรดให้แก้กรดด้วยโดโลไมท์และหินฟอสเฟต
หากมีอาการใบเหลืองแบบสีตองอ่อนและโตช้าอาจเกิดกับพืชในดินทรายที่มีการชะล้างมาก จนขาดธาตุกำมะถัน ให้หว่านปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือ 21-0-0 จะเห็นผลว่าต้นไม้เขียวขึ้นเร็วเป็นพิเศษ
ประโยชน์ของการมีหญ้าคลุมดินในสวนกฤษณา
1. หญ้าช่วยถ่วงดุลไนโตรเจน
หญ้าเป็นพืชที่ไวต่อการมีไนโตรเจนมากดังนั้นในกรณีที่ใส่ปุ๋ยมากเกินไปโดยเฉพาะไนโตรเจนซึ่งจะทำ
ให้พืชอวบอ้วน อ่อนแอ กิ่งหักง่าย แพ้แดดง่าย ถูกแมลงและไรเข้าทำลายได้ง่าย หญ้าจะแย่งปุ๋ยส่วนเกินออกไปก่อนทำให้เหลือไนโตรเจนแก่ต้นไม้หลักหรือกฤษณาอย่างพอเหมาะ เมื่อตัดหญ้าปล่อยให้หญ้าผุพังก็กลับปล่อยปุ๋ยออกมาตามเดิมและแถมอีกจากกระบวนการของอะโซโตแบคเตอร์ตามที่กล่าวมาแล้ว
2. หญ้าช่วยยึดผิวหน้าดิน
หญ้าเป็นพืชที่มีระบบรากแผ่กระจายหนาแน่นตามระบบรากฝอยจึงช่วยยึดผิวหน้าดินเอาไว้เมื่อฝนตกใหม่
แรง ๆ ถ้าดินโล่งก็จะเกิดการกัดเซาะพาหน้าดินหลุดไปกับน้ำที่ไหลลงไปสู่ที่ต่ำ ในหน้าแล้งลมพัดจัดถ้าเป็นผิวดินโล่งเตียนก็จะถูกลมพัดดินหลุดเป็นฝุ่นละอองได้ แต่เมื่อมีหญ้าปกคลุมอยู่ก็จะคอยปกป้องผิวดินมิให้ถูกลมพัดกัดกร่อนได้ 23
3. หญ้าช่วยปกป้องความร้อนแรงของแสงแดด
ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยและประเทศเขตร้อนศูนย์สูตรหากดินโล่งเตียนก็มีโอกาสถูกแดดเผาจนร้อนจะ
เป็นอันตรายต่อรากที่อยู่ใกล้ผิวดินได้แต่เมื่อมีหญ้าช่วยคลุมดินก็จะช่วยให้ดินเย็นไม่เกิดอันตรายต่อรากที่อยู่ใกล้ผิวดินและยังเป็นการป้องกันการสูญเสียน้ำจากผิวดิน
4. หญ้าช่วยเสริมสร้างการควบคุมศัตรูพืชแบบ ชีววิธี
เมื่อหญ้าและพืชเล็ก ๆ ต่างๆ กระจายตามผิวดินก็จะมีหนอนและแมลงหลายชนิดมาอาศัยอยู่หนอนและ
แมลงเหล่านี้เป็นที่เพาะขยายพันธุ์ของตัวห้ำ ตัวเบียน ซึ่งจะคอยควบคุมแมลงหรือศัตรูของไม้กฤษณาไปในตัว ทำให้มีศัตรูพืชน้อยลงเหลือเพียงระดับที่เหมาะสมตามธรรมชาติ
5. หญ้าให้อาหารทางรากแก่กฤษณา
อาหารเหล่านี้อาจจะเป็นเมตะโบไลท์หรืออาจจะเป็นพืชที่ผลิตได้เองเป็นสารที่ละลายน้ำได้ บางส่วน
ละลายออกมาภายนอกราก เมื่อซึมถึงรากกฤษณาก็จะถูกรากกฤษณาซึมซับนำไปใช้ประโยชน์ได้ การมีรากพืชหลายชนิดอยู่ในพื้นที่เดียวกันจึงเป็นประโยชน์ซึ่งกันและกัน การมีหญ้าในบริเวณทรงพุ่มจึงทำให้กฤษณาเจริญเติบโตดีขึ้น
6. หญ้าเพิ่มมัยคอร์รัยซ่า ให้กับกฤษณา
หญ้าหลายชนิดสามารถมีเห็ดราพวกมัยคอร์รัยซ่ามาอาศัยอยู่ในรากแบบมีประโยชน์ซึ่งกันและกัน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหญ้าชูดาน การหว่านเมล็ดหญ้าชูดานลงในแปลงปลูกไม้ยืนต้นเพียงสัปดาห์เดียวก็พบว่าที่รากของหญ้าชูดานนั้นสามารถเพาะเลี้ยงมัยคอร์รัยซ่า ได้เป็นจำนวนมาก ประโยชน์ของการมีมัยคอร์รัยซ่าในรากของพืชในสวนคือ ทำให้ปุ๋ยแร่ธาตุอาหารของพืชในดินละลายออกมาเป็นประโยชน์ต่อพืชมากขึ้น มัยคอร์รัยซ่า มีสารอาหารบางอย่างเป็นประโยชน์ต่อพืชโดยตรงทำให้พืชในสวนทนต่อภาวะขาดน้ำได้ดีขึ้นเพราะช่วยซึมซับความซื้นในดินจากไอน้ำในดินได้ดีกว่ารากพืชที่ไม่มามัยคอร์รัยซ่าและมัยคอร์รัยซ่ามีส่วนในการกระตุ้นพืชให้ทนต่อเชื้อราได้ดียิ่งขึ้นด้วย