ปัจจัยที่ทำให้เกิดสารกฤษณา
ปัจจัยที่ทำให้เกิดสารกฤษณา
ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่าสารกฤษณาจะเกิดขึ้นกับต้นกฤษณาที่ตายแล้ว โดยเป็นผลจากเชื้อรา ผู้หา
ของป่าจะใช้มีด ขวาน สับ คุ้ยหาสารกฤษณาบนต้นที่ตายแล้ว ต่อมาเมื่อมีความต้องการไม้สูงมากขึ้น จึงมีการโค่นต้นกฤษณาต้นใหญ่แล้วปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติ เมื่อต้นเริ่มผุ จึงเริ่มขุดคุ้ยหาสารกฤษณา ซึ่งโอกาสที่ผู้หาของป่าจะพบสารกฤษณามีอยู่น้อยมาก
ในระยะต่อมาพรานป่าเริ่มจะใช้มีด ขวาน เฉาะ ตรวจสอบหาสารกฤษณาเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของเนื้อไม้ ที่ยังมีชิวิตอยู่ เพื่อดูว่ามีสารกฤษณาอยู่หรือไม่ ถ้ามีก็มักจะโค่นต้นไม้ลงมา ถ้าไม่มีก็จะเว้นต้นกฤษณาต้นนั้นไว้ก่อน แล้วเวียนมาตรวจสอบภายหลัง
จากการกระทำลักษณะนี้จึงทำให้เป็นการค้นพบโดยบังเอิญว่าบริเวณเนื้อไม้บาดแผลที่ถูกขวานฟันเอาไว้ ค่อย ๆ เกิดสารกฤษณาแทรกซึมลงในเนื้อไม้ทิ้งระยะเวลาไว้ 6-8 เดือน ก็จะเปลี่ยนเนื้อไม้จากสีขาวเป็นสีเหลืองแก่หรือน้ำตาลอ่อน พรานป่าจะใช้สิ่วเล็ก ๆ สกัดส่วนที่มีสารกฤษณาไปขาย แต่จะได้สารกฤษณาจำนวนไม่มาก เนื่องจากสารกฤษณาสะสมบริเวณผิวของบาดแผลบาง ๆ เท่านั้น วิธีการนี้จึงเป็นการพัฒนาการการเก็บสารกฤษณาของชาวบ้าน เรียกว่า ไม้ปากขวาน
เนื่องจากต้นกฤษณาเป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม จะสะสมอยู่ในรูปของสารกฤษณา(resin) ภายในเนื้อไม้ ทำให้ไม้มีคุณค่ามากขึ้น จากเงื่อนไขนี้ทำให้ต้นกฤษณาในธรรมชาติถูกตัดโค่นมากขึ้นทุกวัน เนื่องจากการคาดการณ์ของผู้หาของป่าว่าน่าจะมีสารกฤษณาอยู่ในเนื้อไม้ โดยถ้าหากไม่มีเนื้อสารกฤษณาอยู่ในเนื้อไม้ก็จะเป็นแค่ไม้เนื้ออ่อนธรรมดาชนิดหนึ่งเท่านั้น
ข้อมูลจากพรานป่าในการตัดฟันต้นไม้ในธรรมชาติ จะมีโอกาสในการเจอต้นที่มีแก่นกฤษณาจริง ๆ ประมาณ ไม่เกินร้อยละ 5 เท่านั้น นับว่าเป็นการสูญเปล่า และสูญเสียไม้กฤษณาในธรรมชาติอย่างยิ่ง พรานป่าจะมีวิธีการในการสังเกตลักษณะภายนอกของต้นกฤษณา พอจะสันนิษฐานว่าต้นไหนจะมีแก่นกฤษณาอยู่ ดังนี้
1) ดูลักษณะของลำต้น เช่น ลำต้นคด งอ บวมโป่งพอง ลำต้นไม่สม่ำเสมอ เป็นลักษณะร่องรอยอาการเป็นโรคของลำต้นหรือกิ่ง อาการเหมือนต้นจะตาย
2) รอยปริ หรือ รอยหักตามร่องกิ่งผุ หรือ ลำต้น แล้วมีน้ำขังตามรอยแตก หักนั้น
3) ร่องรอยของสัตว์แทะ หรือทำอันตรายแก่ต้นไม้ รวมทั้งรอยถากหรือตัดฟันต้นไม้ของผู้หาของป่า
4) ลำต้นหรือเรือนยอดโทรมลง ลักษณะใบเริ่มสีเหลืองคล้ายต้นไม้เป็นโรคหรือเป็นเชื้อรา
5) ตามลำต้นมีรอยเจาะของปลวก มด ไต่หรือทำรังในโพรงของลำต้นหรือตามกิ่งไม้
นอกจากนี้พรานป่าได้พบสารกฤษณาที่เกิดจากกระสุนปืนตามต้นกฤษณา บริเวณแนวชายแดนกัมพูชา ซึ่งสามารถพบสารทั้งในบริเวณราก ลำต้นรวมทั้งกิ่งก้านต่าง ๆ โดยส่วนที่พบมากที่สุด จะพบตามง่ามกิ่งที่มีน้ำขัง ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อกับลำต้นหรือรอยกิ่งหัก
ตำแหน่งการพบสารกฤษณาในต้นกฤษณาจากธรรมชาติ (อิสระ 2545)
ตำแหน่งที่พบ ร้อยละ
รอยหักของกิ่งและน้ำขัง 30.85
รอยฉีกขาดของกิ่ง 28.72
ปลวก แมลง เจาะไชลำต้น 27.65
รอยบา บริเวณลำต้น 5.32
โคนต้นผุจากเชื้อรา 3.19
ลูกปืนผังในลำต้น กิ่ง 2.13
รอยบากบริเวณราก 2.13
ปกติเนื้อไม้กฤษณาเป็นไม้เนื้ออ่อน เนื้อไม้จะมีสีขาวนวล แต่ถ้าหากเนื้อไม้มีสารกฤษณาแทรกอยู่ จะมีเนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนในระดับที่มีคุณภาพไม่ค่อยดีนัก แต่ถ้าหากมีคุณภาพค่อนข้างดีจะมีสีน้ำตาลแก่ไปจนถึงดำเข้ม หากมีการวางในน้ำจะจมน้ำ และถ้าหากทดสอบโดยการจุดไฟ จะมีกลิ่นหอมมาก ดังนั้นการแบ่งระดับของไม้กฤษณาจะแบ่งกันโดยดูปริมาณส่วนที่เป็นสารกฤษณาที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้ หากปริมาณสารกฤษณามาก ก็จะทำให้มาคุณภาพ และราคาดีขึ้นด้วย ชาวบ้านจะเรียกชื่อไม้ชนิดต่าง ๆ ตามลักษณะการเกิดตามธรรมชาติ
การแบ่งเกรดของไม้กฤษณา
แบ่งออกเป็น 4 เกรด คือ
1. ไม้เกรด 1 จะมีคุณภาพสูงมาก เรียกว่า ไม้ลูกแก่น (super) แก่นไม้จะแข็งเป็นสีดำสนิทผิวค่อนข้างมัน ซึ่งสารกฤษณาเกิดจากการเจาะไชของแมลงเป็นบริเวณกว้าง ทำให้เกิดสารกฤษณาจำนวนมาก และเป็นเวลานานหลายปี อาจจะใช้เวลา 50-100 ปี เมื่อชั่งดูน้ำหนักจะมาก จมน้ำ มีราคาแพงมาก โดยมีราคามากกว่า 250,000 บาท ต่อกิโลกรัม ไม้บางชิ้นขนาดใหญ่รูปทรงสวยจะมีราคาถึง 1 ล้านบาท นิยมขายเป็นแก่นไม้ โดยชาวอาหรับจะใช้จุดในพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมหรือ ซื้อเพื่อประดับบารมี โดยไม้ลูกแก่น จะแบ่งเรียกเป็นส่วนย่อย ๆ อีก ตามลักษณะตำแหน่งการเกิดกฤษณา คือ
1.1 ไม้พุดซ้อน เป็นไม้ที่พบว่าในบริเวณรากมีการเจาะไชของแมลง หรือสัตว์แทะเล็ม แล้วทำให้เกิดสารกฤษณาขึ้น
1.2 ไม้ลำเสา เป็นไม้ที่พบว่าในบริเวณลำต้นตั้งแต่ยอดจนถึงบริเวณโคน มีการเจาะไชของแมลง บางต้นอาจจะเป็นโพรงให้น้ำไหลผ่านจากกลางลำต้นถึงบริเวณโคนต้น แล้วเกิดสารกฤษณารอบ ๆ แนวเจาะ
1.3 ไม้มะเฟือง เป็นไม้ที่พบว่าในบริเวณลำต้นตามแนวขวางลำต้นถูกแมลงด้วงหรือนกเจาะแล้วทำให้เกิดสารกฤษณาตามมา
1.4 ไม้เสี้ยนตาล เป็นไม้ที่พบว่ามีลักษณะของแก่นไม้มีสีขาว และดำผสมสลับกันมองเห็นได้โดยทั่วไป เหมือนเสี้ยนของเนื้อไม้ต้นตาล ซึ่งเป็นความผิดปกติของเนื้อไม้เอง
ไม้เกรด 1 จะมีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะเป็น1.01 เท่า ของน้ำ หนักกว่าน้ำจึงจมน้ำ
2. ไม้เกรด 2 เป็นไม้คุณภาพสูง เรียกว่า ไม้ปากกระโถน เป็นไม้ปุ่มของเซลล์ เนื้อไม้ที่ตายแล้ว และเสื่อมสลายไป ทำให้มีน้ำขังอยู่ หรือ ไม้ขนาบน้ำ ซึ่งเป็นไม้ที่เกิดจากตาของกิ่งไม้ ส่วนที่ติดกับบริเวณต้นเกิดการฉีกขาดจากแรงลมหรือสัตว์ถึง ทำให้เกิดเป็นแก่นไม้ขึ้นมา ไม้ประเภทนี้มีราคาสูงและนิยมขายในรูปของเนื้อไม้ราคารองลงไปจากไม้ลูกแก่นโดยราคาตกอยู่ที่ 50,000-80,000 บาทต่อกิโลกรัม
ไม้เกรด 2 จะมีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะเกือบเท่ากับน้ำคือ 1 จึงลอยอยู่ใต้ผิวน้ำ
3. ไม้เกรด 3 คุณภาพระดับปานกลาง เรียก ไม้ปากขวาน เกิดจากการที่ผู้หาของป่าใช้มีดพร้า หรือขวานไปถากฟันต้นไม้ในบริเวณกิ่งหรือลำต้น เมื่อทิ้งไว้นาน 2-3 ปี จะเกิดสารกฤษณาขึ้นส่วนใหญ่เป็นต้นกฤษณาที่มีอายุค่อนข้างมาก โดยจะพบสีน้ำตาลเข้มมาก ๆ บริเวณรอยฟันคุณภาพและราคาอยู่ในระดับปานกลาง ถ้ามีสีเข้มดำราคาจะประมาณ 15,000-30,000 บาทต่อกิโลกรัม ขายในรูปชิ้นเนื้อไม้แต่โดยมากมักจะใช้ในการกลั่นเป็นน้ำมันกฤษณา เมื่อทิ้งไว้ระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี เพราะต้นกฤษณาที่มีอายุมาก ในธรรมชาติทีมีอยู่ในปัจจุบันมีไม่มาก
ไม้เกรด 3 มีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะเป็น 0.62 เท่า ของน้ำ เบากว่าน้ำจึงลอยน้ำ (ส่วนจมน้ำมากกว่าส่วนลอยน้ำ
4. ไม้เกรด 4 จะมีคุณภาพต่ำ มีชื่อเรียกไม้ต่าง ๆ ดังนี้
4.1 ไม้ตกหิน เป็นไม้ที่พบในธรรมชาติ มีสีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนดูลักษณะคล้ายไม้ผุ
4.2 ไม้ตกตะเคียน เป็นไม้ที่เกิดจากรอยที่เนื้อไม้ถูกทำลายบริเวณผิวนอก ทำให้เนื้อไม้มีสี
น้ำตาล เหมือนสีตะเคียนในบริเวณกว้าง
4.3 ไม่ตกฟาก เป็นไม้ที่เกิดจากต้นกฤษณา ถูกไม้อื่นล้มฟาด หรือทับทำให้เกิดรอยเสียดสี
ในบริเวณผิว รวมทั้งร่องรอยที่เกิดจากสัตว์ถูตามบริเวณลำต้น ไม้เกรด 4 นี้ ไม่นิยมขายในรูปของเนื้อไม้ แต่นิยมนำมาบดเพื่อกลั่นเป็นน้ำมันกฤษณา โดยราคาจะตกประมาณ 50- 200 บาทต่อกิโลกรัม
ไม้เกรด 4 มีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะ 0.39 เท่าของน้ำจึงลอยน้ำ (ส่วนลอยน้ำมากกว่าส่วนจมน้ำ )
ส่วนเนื้อไม้ปากติที่ไม่มีสารกฤษณาสะสมอยู่ มีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะประมาณ 0.3 เท่าของน้ำ
ในการซื้อขายไม้กฤษณาในตลาดปัจจุบันนี้ ยังไม่มีข้อกำหนดเป็นมาตรฐานแน่นอน ผู้รับซื้อจะเป็นผู้
กำหนดราคา โดยดูจากสี น้ำหนัก รูปทรงของไม้ จุดดมกลิ่นของชิ้นไม้กฤษณา ถ้าเป็นน้ำมันกฤษณาจะพิสูจน์ความติดทนของน้ำมัน เมื่อทาที่ผิว รวมทั้งกลิ่นต้องเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย
วิธีทำให้เกิดการสร้างสารกฤษณา
การทำให้เกิดการสร้างสารกฤษณาหรือเกิดการลงสารในเนื้อไม้กฤษณานั้นไม่มีวิธีที่แน่นอนตายตัวแต่จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของผู้ปลูก ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนั้นวิธีการจึงอาจแตกต่างกันไปในเกษตรกรแต่ละรายแต่เท่าที่ทำการศึกษาพบว่าวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
1. การสับหรือถาก
วิธีการนี้จะใช้ขวานหรือมีดสับถากบริเวณลำต้นหรือกิ่งของไม้กฤษณา ความลึกของบาดแผลขึ้นอยู่กับขนาดของลำต้นหรือกิ่ง จำนวนบาดแผลไม่แน่นอน จะใช้วีการสับเปลี่ยนตำแหน่งที่ทำแผลไปเรื่อย ๆวิธีการนี้จะเห็นสารกฤษณาปรากฏในระยะเวลา 3-4 เดือน แต่จะให้กลิ่นของสารที่อ่อนมากมีคุณภาพเพียงไม้เกรด 4 เท่านั้น แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้ 2-3 ปีมีการสะสมสารกฤษณามากขึ้น บริเวณขอบของบาดแผลจะเข้มขึ้น เนื่องจากการสะสมาของน้ำมันในเซลล์เพิ่มมากขึ้นจะเป็นไม้เกรด 3 เรียกว่า ไม้ปากขวาน หลังจากทำแผลทิ้งไว้ก็จะเก็บเอาเฉพาะเนื้อไม้ที่มีสารกฤษณาไปขาย วิธีการนี้สามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก แต่ข้อเสียคือ จะได้สารกฤษณาที่มีปริมาณน้อยยังไม่คุ้มกับระยะเวลาที่เสียไปจากการปลูกไม้กฤษณา
2. การใช้ตะปูเจาะลำต้น
จากหลักการที่ว่า การสร้างบาดแผลทำให้ต้นกฤษณาเกิดความเครียด ลักษณะของบาดแผลจะเป็นส่วนกำหนดปริมาณและระยะเวลาการเกิดสารกฤษณา การตอกตะปูเป็นลักษณะที่ทำให้ต้นกฤษณาเกิดความเครียดสูง เนื่องจากเนื้อไม้รอบ ๆ ตะปูมีแรงกดบีบมาก เมื่อตอกตะปูประมาณ 45 องศา กับลำต้นจะมีแรงต้านภายในเนื้อไม้ ต้านแรงที่ตอกลงบนตะปูในแนวขนานกับตัวตะปูและแรงต้านที่ตั้งฉากกับตัวตะปูเนื้อไม้มีการหดตัวทำให้ต้นกฤษณาเกิดความเครียดสูง การสร้างบาดแผลโดยการตอกตะปู สามารถสร้างสารกฤษณาในเนื้อไม้ได้ไม้เกรด 1-3 เพราะมีการสะสมของสารกฤษณาภายในเซลล์มาก บริเวณเซลล์ที่มีสารกฤษณานี้จะอยู่ใกล้กับบริเวณตะปูที่ตอกลงไปในเนื้อไม้จะพบเซลล์ที่ผิดปกติทุก ๆ เซลล์ เป็น ไม้เกรด 1 หรือ 2 ส่วนไม้เกรด 3 จะพบลักษณะเป็นแถบสีดำของสารกฤษณาอยู่บริเวณรอบนอก และล้อมรอบบริเวณที่มีการสะสมสารกฤษณาปริมาณน้อยเอาไว้ เกิดขึ้นรอบ ๆ ตะปู การสะสมสารกฤษณาเป็นไม้เกรดใดจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการสะสมสารกฤษณา
3. การเจาะรูโดยใส่สารกระตุ้น
ของคุณอาจินต์ กิตติพล ได้ทำการทดลองการเกิดการลงสารในเนื้อไม้กฤษณาโดยใช้สารบางชนิดที่ไม่เปิดเผยสูตร ปรากฏว่าเกิดการลงสารเป็นบริเวณกว้างทำให้เกิดเป็นเนื้อที่เรียกว่าไม้ตะเคียน (ไม้กฤษณาที่มีสีเหมือนไม้ตะเคียน) ภายในเวลาเพียง 1 เดือนและเปลี่ยนเป็นเนื้อไม้สีดำภายในระยะเวลา 6 – 12 เดือน
การบำรุงรักษาหลังทำสาร
หลังการทำให้เกิดบาดแผลจนเกิดสารกฤษณาแล้ว การบำรุงรักษาต้นกฤษณาก็มีความจำเป็นที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง โดยธรรมชาติของต้นไม้ทั่ว ๆ ไปต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับต้นกฤษณาเป็นไม้เนื้ออ่อน โตไว ใจเสาะ เมื่อถูกกระทำให้เกิดบาดแผลโดยการเจาะ การบากหรือกรรมวิธีอื่น ๆ ก็จะเกิดอาการเครียดแล้วหลั่งสารกฤษณาออกมา อาจทำให้ใบร่วงนิดหน่อยจึงควรรดน้ำติดต่อกันวันเว้นวันประมาณสองสัปดาห์เพื่อให้ต้นกฤษณาฟื้นสภาพพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้อีก
การทำให้เกิดบาดแผลจนเกิดสารกฤษณานั้นดูเหมือนเป็นการทำง่ายๆ ใครก็ทำได้ แต่การจะทำให้เกิดการหลั่งสารกฤษณาในเนื้อไม้มากๆ จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์และมีเทคนิคในการทำพอสมควร จึงจะเกิดสารกฤษณาได้มาตามความต้องการ
การบำรุงรักษาหลังทำสาร
หลังการทำให้เกิดบาดแผลจนเกิดสารกฤษณาแล้ว การบำรุงรักษาต้นกฤษณาก็มีความจำเป็นที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง โดยธรรมชาติของต้นไม้ทั่ว ๆ ไปต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับต้นกฤษณาเป็นไม้เนื้ออ่อน โตไว ใจเสาะ เมื่อถูกกระทำให้เกิดบาดแผลโดยการเจาะ การบากหรือกรรมวิธีอื่น ๆ ก็จะเกิดอาการเครียดแล้วหลั่งสารกฤษณาออกมา อาจทำให้ใบร่วงนิดหน่อยจึงควรรดน้ำติดต่อกันวันเว้นวันประมาณสองสัปดาห์เพื่อให้ต้นกฤษณาฟื้นสภาพพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้อีก
การทำให้เกิดบาดแผลจนเกิดสารกฤษณานั้นดูเหมือนเป็นการทำง่ายๆ ใครก็ทำได้ แต่การจะทำให้เกิดการหลั่งสารกฤษณาในเนื้อไม้มากๆ จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์และมีเทคนิคในการทำพอสมควร จึงจะเกิดสารกฤษณาได้มาตามความต้องการ