เทคนิคและกระบวนการกลั่นน้ำมันกฤษณา

เทคนิคและกระบวนการกลั่นน้ำมันกฤษณา

กระบวนการกลั่นน้ำมันกฤษณาเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะน้ำมันกฤษณาที่กลั่นออกมาได้คุณภาพดี  จะสามารถขายได้ราคาสูง  ซึ่งจะมีเทคนิคต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล  แต่หลักการโดยทั่วๆไป จะเป็นการต้มน้ำให้เดือดเป็นไอ  เมื่อไอน้ำหรือน้ำร้อนสัมผัสแทรกตัวเข้าไปในผนังเซลล์ของเนื้อเยื่อไม้กฤษณา  สารกฤษณาซึ่งอยู่ภายใต้เซลล์จะถูกไอน้ำดึงสารกฤษณาให้แพร่ผ่านผนังเซลล์ออกมา  แล้วระเหยเป็นไอปนมากับไอน้ำ จากนั้นจะผ่านกระบวนการควบแน่น  โดยการทำให้เย็นลงกลายเป็นของเหลวใหม่จะพบว่าน้ำมันกฤษณาและน้ำจะแยกออกจากกันเป็นชั้น ๆ จึงสะดวกต่อการแยกเก็บอีกครั้งในขั้นตอนสุดท้าย
วิธีการกลั่นน้ำมันกฤษณาจากไม้กฤษณานั้น  กระบวนการที่นิยมกัน คือ การต้มกลั่นแบบใช้น้ำ ไม้กฤษณาเกรด 4 ที่มีปริมาณสารกฤษณาอยู่น้อยจะถูกนำมาผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อเอาน้ำมันกฤษณาผ่านกระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนมากมักจะนิยมใช้  โดยอาศัยวิธีการเทคโนโลยีชาวบ้านอย่างง่าย  ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมใช้โดยทั่วไป  นอกจากนี้ยังมีการกลั่นด้วยไอน้ำ ที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาอีกระดับหนึ่งก่อนที่จะได้รับการพัฒนา ต่อมาเป็นการกลั่นด้วยไอน้ำแบบต่อเนื่อง

กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ

กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ  ใช้น้ำเป็นตัวสกัดโดยการใส่วัตถุดิบลงไปผสมกับน้ำวัตถุลอยตัวอยู่แล้วต้มน้ำในหม้อต้มโดยใช้แก๊สให้เดือด  จากนั้นสารกฤษณาจะถูกพาออกมาในลักษณะที่รวมกับไอน้ำและถูกผ่านเข้าไปสู่ขั้นตอนการควบแน่นให้เป็นของเหลว  ซึ่งมีการแยกชั้นชัดเจนระหว่างน้ำและน้ำมันกฤษณา  ทำให้แยกออกมาได้อย่างง่ายมาก

การกลั่นด้วยวิธีนี้ถือว่ารวดเร็วสะดวกลงทุนน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย  การกลั่นด้วยวิธีนี้โดยทั่วไปจะใช้เวลา 5-10 วัน ต่อการกลั่นหนึ่งครั้ง  แต่มีข้อเสียคือ
1.    การควบคุมความสม่ำเสมอของการให้ความร้อนอาจจะไม่กระจายดีนัก
2.    เวลาที่ใช้ค่อนข้างจะนานกว่าปกติ
3.    ประสิทธิภาพในการสกัด  และการพาน้ำมันกฤษณาออกมายังน้อยอยู่

การต้มกลั่นด้วยวิธีนี้เกิดขึ้นที่อุณหภูมิและความดันไอน้ำต่ำ  จึงเป็นทีนิยมมาตั้งแต่โบราณ  การต้มกลั่นแบบ นี้ยังเป็นที่นิยมตราบเท่าปัจจุบัน  เนื่องจากลงทุนน้อย  มีความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจมากกว่า  สำหรับกระบวนการจากไม้กฤษณาจนถึงการต้มกลั่นจะเริ่มจากลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1)    การคัดเลือกไม้กฤษณาตามเกรดต่าง ๆที่ทำสารกระตุ้นไว้  โดยไม้เกรด 1 ,เกรด 2 และ เกรด 3  ที่ทำเป็นไม้ไม่ตัวไว้ จะถูกคัดแยกเป็นไม้คุณภาพสูงขายเป็นชิ้นไม้จะได้ราคาดีกว่า  โดยการนำไปแทงแต่งเนื้อไม้ให้เหลือส่วนที่เป็นสารกฤษณา  สีน้ำตาลเข้ม  หรือสีดำไว้  ส่วนไม้เกรด 4  จะคัดเลือกเป็นไม้คุณภาพต่ำผ่านกระบวนการต้มกลั่นเป็นน้ำมันกฤษณาต่อไป
1)    นำไม้กฤษณาที่จะทำการต้มกลั่นมาสับหรือถากเป็นชิ้นไม้เล็ก ๆ ขนาดประมาณ 1 “ x 1 ” เป็นแผ่นบาง ๆในกรณีเป็นไม้ตะเคียน  หรือสับชิ้นไม้ตามขนาดของสารกฤษณาที่เกิดขึ้นบริเวณรอบ ๆ ตะปู
หลังจากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง 2-3 แดด  เพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้
2)    หลังจากตากแดดให้แห้งเพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้แล้ว จะนำมาบดละเอียดขนาด ประมาณ 1-2  มิลลิเมตร  เพื่อเพิ่มเนื้อที่ผิวการสกัดน้ำมันออกให้มากที่สุด
3)    นำผงที่บดละเอียดของไม้กฤษณามาแช่น้ำไว้ประมาณ 7-15 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ ต้องการกลิ่นของลูกค้าที่สั่งซื้อ  ถ้ายิ่งนานวันจะทำให้กลิ่นของน้ำมันกฤษณาที่ได้เปลี่ยนไปตามเวลาที่แช่ในน้ำ
4)    นำผงบดละเอียดของไม้กฤษณาจากในน้ำมาใส่หม้อต้มกลั่น  ซึ่งจะทำการบรรจุลงในหม้อ ต้มกลั่นตามขนาดและปริมาณตามต้องการ  โดยปกติจะใช้ประมาณ 10-15 กิโลกรัมต่อ 1 หม้อกลั่น  แล้วจึงเติมน้ำลงไปในหม้อต้มให้เลยระดังผงไม้ประมาณ 5-6  นิ้ว  ทำการปิดฝาหม้อ และจุดไฟให้ความร้อนแก่หม้อต้มกลั่น ไม้กฤษณา  15  กิโลกรัม เมื่อนำมาต้มกลั่นแล้วจะได้น้ำมัน น้ำหนักประมาณ  12  กรัม  (โตร่าเป็นชื่อเรียกหน่วยวัดที่นิยมใช้ในการซื้อขายน้ำมันหอมกฤษณา  1  โตร่า =  12.5  ซีซี )     น้ำมันหอมกฤษณา 1 โตร่าขายในประเทศไทยได้ 3,500-4,000  บาท      แต่ถ้านำออกไปขายต่างประเทศจะขายได้ราคา 3 เท่าของราคาในประเทศ
5)    เมื่อหม้อต้มกลั่นได้รับความร้อนจนเลยจุดเดือดแล้วไอน้ำจะระเหยออกมาทางท่อพร้อม กับน้ำมันกฤษณาที่ออกมาในสถานะไอ จึงต้องทำการกลั่นตัวให้เป็นของเหลว  ด้วยการปล่อยให้ไหลผ่านส่วนของการควบแน่นโดยผ่านน้ำเย็นเข้าไปในท่อที่อยู่รอบนอกในลักษณะสวนทางกับไอน้ำ
6)    น้ำมันกฤษณาที่ได้ออกมาพร้อมกับน้ำ  หลังจากกลั่นตัวจะลอยแยกชั้นกันอยู่ในหลอดแก้ว ที่รองรับซึ่งมีก๊อกสำหรับปล่อยน้ำออกไปแล้วแยกเก็บน้ำมันกฤษณาที่อยู่ส่วนบน ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มให้ความร้อนต้มกลั่นกระทั่งน้ำมันกฤษณาเริ่มกลั่นตัวออกมาใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งน้ำมันกฤษณาที่ได้ออกมาครั้งแรกมักนิยมเรียกว่าน้ำมันเกรดเอ จะมีสีเหลืองอำพัน  ค่อนข้างเข้ม มีกลิ่นหอมมาก ถ้าหากนำมาทาผิวหนังจะติดทนนานมากประมาณ  8  ชั่วโมง  ราคารับซื้อตลาดเมืองไทยในปัจจุบัน โตร่าละ   4,500 – 5,500    บาท
7)    เมื่อปล่อยให้มีการกลั่นลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ  7 วัน ทั้งวันทั้งคืนน้ำมัน กฤษณาถึงจะหมด ก็จะดับไฟ
8)    หลังจากทำการเก็บน้ำมันแล้ว  ต้องผ่านกระบวนการกรองน้ำมันอีกครั้งด้วยผ้ากรอง เพื่อกรองน้ำและสิ่งเจือปนออกให้หมด จากนั้นใส่ขวดแล้วนำไปอบไฟโดยเปิดฝาทิ้งไว้ให้ไอน้ำระเหยออกให้หมดจะได้น้ำมันกฤษณาที่มีคุณภาพสูง
9)    กากที่เหลือจากการต้มกลั่น ยังมีกลิ่นของน้ำมันกฤษณาระเหยปนอยู่นำไปตากแห้ง  แดดจัดประมาณ  3  วัน  จะถูกนำไปป่นเป็นผงสำหรับทำธูปหอมต่อไป

สำหรับความเหมาะสมในการเลือกเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตการกลั่นน้ำมันกฤษณานั้น จะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ประกอบกันหลายด้าน  ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน  ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ รวมถึงความสามารถในการจัดหาไม้กฤษณาเพื่อให้เพียงพอกับระบบที่ใช้งาน เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย

Post a Response