<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	>

<channel>
	<title>Best Agarwood</title>
	<atom:link href="http://www.bestagarwood.com/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.bestagarwood.com</link>
	<description>Agarwood,ไม้กฤษณา</description>
	<pubDate>Fri, 03 Oct 2008 09:18:52 +0000</pubDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.6</generator>
	<language>en</language>
			<item>
		<title>เทคนิคและกระบวนการกลั่นน้ำมันกฤษณา</title>
		<link>http://www.bestagarwood.com/2008/10/03/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b9%88/</link>
		<comments>http://www.bestagarwood.com/2008/10/03/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b9%88/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Oct 2008 09:12:08 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม้กฤษณา]]></category>

		<category><![CDATA[กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ]]></category>

		<category><![CDATA[กลั่นน้ำมัน]]></category>

		<category><![CDATA[ข้อเสีย]]></category>

		<category><![CDATA[ธูปหอม]]></category>

		<category><![CDATA[โตร่า]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestagarwood.com/?p=23</guid>
		<description><![CDATA[เทคนิคและกระบวนการกลั่นน้ำมันกฤษณา
กระบวนการกลั่นน้ำมันกฤษณาเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก เพราะน้ำมันกฤษณาที่กลั่นออกมาได้คุณภาพดี  จะสามารถขายได้ราคาสูง  ซึ่งจะมีเทคนิคต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล  แต่หลักการโดยทั่วๆไป จะเป็นการต้มน้ำให้เดือดเป็นไอ  เมื่อไอน้ำหรือน้ำร้อนสัมผัสแทรกตัวเข้าไปในผนังเซลล์ของเนื้อเยื่อไม้กฤษณา  สารกฤษณาซึ่งอยู่ภายใต้เซลล์จะถูกไอน้ำดึงสารกฤษณาให้แพร่ผ่านผนังเซลล์ออกมา  แล้วระเหยเป็นไอปนมากับไอน้ำ จากนั้นจะผ่านกระบวนการควบแน่น  โดยการทำให้เย็นลงกลายเป็นของเหลวใหม่จะพบว่าน้ำมันกฤษณาและน้ำจะแยกออกจากกันเป็นชั้น ๆ จึงสะดวกต่อการแยกเก็บอีกครั้งในขั้นตอนสุดท้าย
วิธีการกลั่นน้ำมันกฤษณาจากไม้กฤษณานั้น  กระบวนการที่นิยมกัน คือ การต้มกลั่นแบบใช้น้ำ ไม้กฤษณาเกรด 4 ที่มีปริมาณสารกฤษณาอยู่น้อยจะถูกนำมาผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อเอาน้ำมันกฤษณาผ่านกระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนมากมักจะนิยมใช้  โดยอาศัยวิธีการเทคโนโลยีชาวบ้านอย่างง่าย  ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมใช้โดยทั่วไป  นอกจากนี้ยังมีการกลั่นด้วยไอน้ำ ที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาอีกระดับหนึ่งก่อนที่จะได้รับการพัฒนา ต่อมาเป็นการกลั่นด้วยไอน้ำแบบต่อเนื่อง
กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ
กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ  ใช้น้ำเป็นตัวสกัดโดยการใส่วัตถุดิบลงไปผสมกับน้ำวัตถุลอยตัวอยู่แล้วต้มน้ำในหม้อต้มโดยใช้แก๊สให้เดือด  จากนั้นสารกฤษณาจะถูกพาออกมาในลักษณะที่รวมกับไอน้ำและถูกผ่านเข้าไปสู่ขั้นตอนการควบแน่นให้เป็นของเหลว  ซึ่งมีการแยกชั้นชัดเจนระหว่างน้ำและน้ำมันกฤษณา  ทำให้แยกออกมาได้อย่างง่ายมาก
การกลั่นด้วยวิธีนี้ถือว่ารวดเร็วสะดวกลงทุนน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย  การกลั่นด้วยวิธีนี้โดยทั่วไปจะใช้เวลา 5-10 วัน ต่อการกลั่นหนึ่งครั้ง  แต่มีข้อเสียคือ
1.    การควบคุมความสม่ำเสมอของการให้ความร้อนอาจจะไม่กระจายดีนัก
2.    เวลาที่ใช้ค่อนข้างจะนานกว่าปกติ
3.    ประสิทธิภาพในการสกัด  และการพาน้ำมันกฤษณาออกมายังน้อยอยู่
การต้มกลั่นด้วยวิธีนี้เกิดขึ้นที่อุณหภูมิและความดันไอน้ำต่ำ  จึงเป็นทีนิยมมาตั้งแต่โบราณ  การต้มกลั่นแบบ นี้ยังเป็นที่นิยมตราบเท่าปัจจุบัน  เนื่องจากลงทุนน้อย  มีความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจมากกว่า  สำหรับกระบวนการจากไม้กฤษณาจนถึงการต้มกลั่นจะเริ่มจากลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้
1)    การคัดเลือกไม้กฤษณาตามเกรดต่าง ๆที่ทำสารกระตุ้นไว้  โดยไม้เกรด 1 ,เกรด [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1>เทคนิคและกระบวนการกลั่นน้ำมันกฤษณา</h1>
<p><span style="text-decoration: underline;">กระบวนการกลั่นน้ำมันกฤษณาเป็นขั้นตอนที่สำคัญมาก</span> เพราะน้ำมันกฤษณาที่กลั่นออกมาได้คุณภาพดี  จะสามารถขายได้ราคาสูง  ซึ่งจะมีเทคนิคต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละบุคคล  แต่หลักการโดยทั่วๆไป จะเป็นการต้มน้ำให้เดือดเป็นไอ  เมื่อไอน้ำหรือน้ำร้อนสัมผัสแทรกตัวเข้าไปในผนังเซลล์ของเนื้อเยื่อไม้กฤษณา  สารกฤษณาซึ่งอยู่ภายใต้เซลล์จะถูกไอน้ำดึงสารกฤษณาให้แพร่ผ่านผนังเซลล์ออกมา  แล้วระเหยเป็นไอปนมากับไอน้ำ จากนั้นจะผ่านกระบวนการควบแน่น  โดยการทำให้เย็นลงกลายเป็นของเหลวใหม่จะพบว่าน้ำมันกฤษณาและน้ำจะแยกออกจากกันเป็นชั้น ๆ จึงสะดวกต่อการแยกเก็บอีกครั้งในขั้นตอนสุดท้าย<br />
วิธีการกลั่นน้ำมันกฤษณาจากไม้กฤษณานั้น  กระบวนการที่นิยมกัน คือ <span style="color: #993300;"><strong>การต้มกลั่นแบบใช้น้ำ</strong></span> ไม้กฤษณาเกรด 4 ที่มีปริมาณสารกฤษณาอยู่น้อยจะถูกนำมาผ่านกระบวนการกลั่นเพื่อเอาน้ำมันกฤษณาผ่านกระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ ซึ่งปัจจุบันผู้ประกอบการส่วนมากมักจะนิยมใช้  โดยอาศัยวิธีการเทคโนโลยีชาวบ้านอย่างง่าย  ซึ่งเป็นเทคนิคที่นิยมใช้โดยทั่วไป  นอกจากนี้ยังมีการกลั่นด้วยไอน้ำ ที่ได้รับการพัฒนาต่อเนื่องมาอีกระดับหนึ่งก่อนที่จะได้รับการพัฒนา ต่อมาเป็นการกลั่นด้วยไอน้ำแบบต่อเนื่อง</p>
<h2>กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ</h2>
<p>กระบวนการต้มกลั่นแบบใช้น้ำ  ใช้น้ำเป็นตัวสกัดโดยการใส่วัตถุดิบลงไปผสมกับน้ำวัตถุลอยตัวอยู่แล้วต้มน้ำในหม้อต้มโดยใช้แก๊สให้เดือด  จากนั้นสารกฤษณาจะถูกพาออกมาในลักษณะที่รวมกับไอน้ำและถูกผ่านเข้าไปสู่ขั้นตอนการควบแน่นให้เป็นของเหลว  ซึ่งมีการแยกชั้นชัดเจนระหว่างน้ำและน้ำมันกฤษณา  ทำให้แยกออกมาได้อย่างง่ายมาก</p>
<p>การกลั่นด้วยวิธีนี้ถือว่ารวดเร็วสะดวกลงทุนน้อยกว่าวิธีอื่น ๆ ซึ่งได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย  การกลั่นด้วยวิธีนี้โดยทั่วไปจะใช้เวลา 5-10 วัน ต่อการกลั่นหนึ่งครั้ง  แต่มี<span style="text-decoration: underline;">ข้อเสีย</span>คือ<br />
1.    การควบคุมความสม่ำเสมอของการให้ความร้อนอาจจะไม่กระจายดีนัก<br />
2.    เวลาที่ใช้ค่อนข้างจะนานกว่าปกติ<br />
3.    ประสิทธิภาพในการสกัด  และการพาน้ำมันกฤษณาออกมายังน้อยอยู่</p>
<p>การต้มกลั่นด้วยวิธีนี้เกิดขึ้นที่อุณหภูมิและความดันไอน้ำต่ำ  จึงเป็นทีนิยมมาตั้งแต่โบราณ  การต้มกลั่นแบบ นี้ยังเป็นที่นิยมตราบเท่าปัจจุบัน  เนื่องจากลงทุนน้อย  มีความเหมาะสมเชิงเศรษฐกิจมากกว่า  สำหรับกระบวนการจากไม้กฤษณาจนถึงการต้มกลั่นจะเริ่มจากลำดับขั้นตอนต่าง ๆ ดังนี้<br />
1)    การคัดเลือกไม้กฤษณาตามเกรดต่าง ๆที่ทำสารกระตุ้นไว้  โดยไม้เกรด 1 ,เกรด 2 และ เกรด 3  ที่ทำเป็นไม้ไม่ตัวไว้ จะถูกคัดแยกเป็นไม้คุณภาพสูงขายเป็นชิ้นไม้จะได้ราคาดีกว่า  โดยการนำไปแทงแต่งเนื้อไม้ให้เหลือส่วนที่เป็นสารกฤษณา  สีน้ำตาลเข้ม  หรือสีดำไว้  ส่วนไม้เกรด 4  จะคัดเลือกเป็นไม้คุณภาพต่ำผ่านกระบวนการต้มกลั่นเป็นน้ำมันกฤษณาต่อไป<br />
1)    นำไม้กฤษณาที่จะทำการต้มกลั่นมาสับหรือถากเป็นชิ้นไม้เล็ก ๆ ขนาดประมาณ 1 “ x 1 ” เป็นแผ่นบาง ๆในกรณีเป็นไม้ตะเคียน  หรือสับชิ้นไม้ตามขนาดของสารกฤษณาที่เกิดขึ้นบริเวณรอบ ๆ ตะปู<br />
หลังจากนั้นนำไปตากแดดให้แห้ง 2-3 แดด  เพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้<br />
2)    หลังจากตากแดดให้แห้งเพื่อไล่ความชื้นออกจากเนื้อไม้แล้ว จะนำมาบดละเอียดขนาด ประมาณ 1-2  มิลลิเมตร  เพื่อเพิ่มเนื้อที่ผิวการสกัดน้ำมันออกให้มากที่สุด<br />
3)    นำผงที่บดละเอียดของไม้กฤษณามาแช่น้ำไว้ประมาณ 7-15 วัน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความ ต้องการกลิ่นของลูกค้าที่สั่งซื้อ  ถ้ายิ่งนานวันจะทำให้กลิ่นของน้ำมันกฤษณาที่ได้เปลี่ยนไปตามเวลาที่แช่ในน้ำ<br />
4)    นำผงบดละเอียดของไม้กฤษณาจากในน้ำมาใส่หม้อต้มกลั่น  ซึ่งจะทำการบรรจุลงในหม้อ ต้มกลั่นตามขนาดและปริมาณตามต้องการ  โดยปกติจะใช้ประมาณ 10-15 กิโลกรัมต่อ 1 หม้อกลั่น  แล้วจึงเติมน้ำลงไปในหม้อต้มให้เลยระดังผงไม้ประมาณ 5-6  นิ้ว  ทำการปิดฝาหม้อ และจุดไฟให้ความร้อนแก่หม้อต้มกลั่น ไม้กฤษณา  15  กิโลกรัม เมื่อนำมาต้มกลั่นแล้วจะได้น้ำมัน น้ำหนักประมาณ  12  กรัม  (โตร่าเป็นชื่อเรียกหน่วยวัดที่นิยมใช้ในการซื้อขายน้ำมันหอมกฤษณา  1 <strong> โตร่า</strong> =  12.5  ซีซี )     น้ำมันหอมกฤษณา 1 โตร่าขายในประเทศไทยได้ 3,500-4,000  บาท      แต่ถ้านำออกไปขายต่างประเทศจะขายได้ราคา 3 เท่าของราคาในประเทศ<br />
5)    เมื่อหม้อต้มกลั่นได้รับความร้อนจนเลยจุดเดือดแล้วไอน้ำจะระเหยออกมาทางท่อพร้อม กับน้ำมันกฤษณาที่ออกมาในสถานะไอ จึงต้องทำการกลั่นตัวให้เป็นของเหลว  ด้วยการปล่อยให้ไหลผ่านส่วนของการควบแน่นโดยผ่านน้ำเย็นเข้าไปในท่อที่อยู่รอบนอกในลักษณะสวนทางกับไอน้ำ<br />
6)    น้ำมันกฤษณาที่ได้ออกมาพร้อมกับน้ำ  หลังจากกลั่นตัวจะลอยแยกชั้นกันอยู่ในหลอดแก้ว ที่รองรับซึ่งมีก๊อกสำหรับปล่อยน้ำออกไปแล้วแยกเก็บน้ำมันกฤษณาที่อยู่ส่วนบน ขั้นตอนตั้งแต่เริ่มให้ความร้อนต้มกลั่นกระทั่งน้ำมันกฤษณาเริ่มกลั่นตัวออกมาใช้เวลาประมาณ 4-5 ชั่วโมง ซึ่งน้ำมันกฤษณาที่ได้ออกมาครั้งแรกมักนิยมเรียกว่าน้ำมันเกรดเอ จะมีสีเหลืองอำพัน  ค่อนข้างเข้ม มีกลิ่นหอมมาก ถ้าหากนำมาทาผิวหนังจะติดทนนานมากประมาณ  8  ชั่วโมง  ราคารับซื้อตลาดเมืองไทยในปัจจุบัน <strong>โตร่า</strong>ละ   4,500 – 5,500    บาท<br />
7)    เมื่อปล่อยให้มีการกลั่นลักษณะนี้ไปเรื่อยๆ ใช้เวลาประมาณ  7 วัน ทั้งวันทั้งคืนน้ำมัน กฤษณาถึงจะหมด ก็จะดับไฟ<br />
8)    หลังจากทำการเก็บน้ำมันแล้ว  ต้องผ่านกระบวนการกรองน้ำมันอีกครั้งด้วยผ้ากรอง เพื่อกรองน้ำและสิ่งเจือปนออกให้หมด จากนั้นใส่ขวดแล้วนำไปอบไฟโดยเปิดฝาทิ้งไว้ให้ไอน้ำระเหยออกให้หมดจะได้น้ำมันกฤษณาที่มีคุณภาพสูง<br />
9)    กากที่เหลือจากการต้มกลั่น ยังมีกลิ่นของน้ำมันกฤษณาระเหยปนอยู่นำไปตากแห้ง  แดดจัดประมาณ  3  วัน  จะถูกนำไปป่นเป็นผงสำหรับทำธูปหอมต่อไป</p>
<p>สำหรับความเหมาะสมในการเลือกเทคโนโลยีและกระบวนการผลิตการกลั่นน้ำมันกฤษณานั้น จะต้องพิจารณาปัจจัยต่างๆ ประกอบกันหลายด้าน  ไม่ว่าจะเป็นการลงทุน  ซึ่งจะต้องคำนึงถึงความคุ้มค่าเชิงเศรษฐกิจ รวมถึงความสามารถในการจัดหาไม้กฤษณาเพื่อให้เพียงพอกับระบบที่ใช้งาน เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาร่วมด้วย</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestagarwood.com/2008/10/03/%e0%b9%80%e0%b8%97%e0%b8%84%e0%b8%99%e0%b8%b4%e0%b8%84%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%9a%e0%b8%a7%e0%b8%99%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b9%88/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>ปัจจัยที่ทำให้เกิดสารกฤษณา</title>
		<link>http://www.bestagarwood.com/2008/10/03/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81/</link>
		<comments>http://www.bestagarwood.com/2008/10/03/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 03 Oct 2008 08:37:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม้กฤษณา]]></category>

		<category><![CDATA[resin]]></category>

		<category><![CDATA[สารกฤษณา]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ปากขวาน]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้พุดซ้อน]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้มะเฟือง]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ลำเสา]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้ลูกแก่น]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้เกรด]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้เนื้ออ่อน]]></category>

		<category><![CDATA[ไม้เสี้ยนตาล]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestagarwood.com/?p=21</guid>
		<description><![CDATA[ปัจจัยที่ทำให้เกิดสารกฤษณา
ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่าสารกฤษณาจะเกิดขึ้นกับต้นกฤษณาที่ตายแล้ว  โดยเป็นผลจากเชื้อรา ผู้หา
ของป่าจะใช้มีด ขวาน สับ คุ้ยหาสารกฤษณาบนต้นที่ตายแล้ว ต่อมาเมื่อมีความต้องการไม้สูงมากขึ้น จึงมีการโค่นต้นกฤษณาต้นใหญ่แล้วปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติ เมื่อต้นเริ่มผุ  จึงเริ่มขุดคุ้ยหาสารกฤษณา  ซึ่งโอกาสที่ผู้หาของป่าจะพบสารกฤษณามีอยู่น้อยมาก
ในระยะต่อมาพรานป่าเริ่มจะใช้มีด ขวาน เฉาะ ตรวจสอบหาสารกฤษณาเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของเนื้อไม้ ที่ยังมีชิวิตอยู่  เพื่อดูว่ามีสารกฤษณาอยู่หรือไม่  ถ้ามีก็มักจะโค่นต้นไม้ลงมา  ถ้าไม่มีก็จะเว้นต้นกฤษณาต้นนั้นไว้ก่อน  แล้วเวียนมาตรวจสอบภายหลัง
จากการกระทำลักษณะนี้จึงทำให้เป็นการค้นพบโดยบังเอิญว่าบริเวณเนื้อไม้บาดแผลที่ถูกขวานฟันเอาไว้ ค่อย ๆ เกิดสารกฤษณาแทรกซึมลงในเนื้อไม้ทิ้งระยะเวลาไว้ 6-8 เดือน ก็จะเปลี่ยนเนื้อไม้จากสีขาวเป็นสีเหลืองแก่หรือน้ำตาลอ่อน  พรานป่าจะใช้สิ่วเล็ก ๆ  สกัดส่วนที่มีสารกฤษณาไปขาย  แต่จะได้สารกฤษณาจำนวนไม่มาก เนื่องจากสารกฤษณาสะสมบริเวณผิวของบาดแผลบาง ๆ เท่านั้น วิธีการนี้จึงเป็นการพัฒนาการการเก็บสารกฤษณาของชาวบ้าน เรียกว่า ไม้ปากขวาน
เนื่องจากต้นกฤษณาเป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม จะสะสมอยู่ในรูปของสารกฤษณา(resin)  ภายในเนื้อไม้  ทำให้ไม้มีคุณค่ามากขึ้น  จากเงื่อนไขนี้ทำให้ต้นกฤษณาในธรรมชาติถูกตัดโค่นมากขึ้นทุกวัน   เนื่องจากการคาดการณ์ของผู้หาของป่าว่าน่าจะมีสารกฤษณาอยู่ในเนื้อไม้  โดยถ้าหากไม่มีเนื้อสารกฤษณาอยู่ในเนื้อไม้ก็จะเป็นแค่ไม้เนื้ออ่อนธรรมดาชนิดหนึ่งเท่านั้น
ข้อมูลจากพรานป่าในการตัดฟันต้นไม้ในธรรมชาติ  จะมีโอกาสในการเจอต้นที่มีแก่นกฤษณาจริง ๆ ประมาณ ไม่เกินร้อยละ 5  เท่านั้น นับว่าเป็นการสูญเปล่า และสูญเสียไม้กฤษณาในธรรมชาติอย่างยิ่ง  พรานป่าจะมีวิธีการในการสังเกตลักษณะภายนอกของต้นกฤษณา  พอจะสันนิษฐานว่าต้นไหนจะมีแก่นกฤษณาอยู่ ดังนี้
1)    ดูลักษณะของลำต้น  [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1>ปัจจัยที่ทำให้เกิดสารกฤษณา</h1>
<p>ในสมัยโบราณมีความเชื่อว่าสารกฤษณาจะเกิดขึ้นกับต้นกฤษณาที่ตายแล้ว  โดยเป็นผลจากเชื้อรา ผู้หา<br />
ของป่าจะใช้มีด ขวาน สับ คุ้ยหาสารกฤษณาบนต้นที่ตายแล้ว ต่อมาเมื่อมีความต้องการไม้สูงมากขึ้น จึงมีการโค่นต้นกฤษณาต้นใหญ่แล้วปล่อยทิ้งไว้ตามธรรมชาติ เมื่อต้นเริ่มผุ  จึงเริ่มขุดคุ้ยหาสารกฤษณา  ซึ่งโอกาสที่ผู้หาของป่าจะพบสารกฤษณามีอยู่น้อยมาก</p>
<p>ในระยะต่อมาพรานป่าเริ่มจะใช้มีด ขวาน เฉาะ ตรวจสอบหาสารกฤษณาเข้าไปในส่วนต่าง ๆ ของเนื้อไม้ ที่ยังมีชิวิตอยู่  เพื่อดูว่ามีสารกฤษณาอยู่หรือไม่  ถ้ามีก็มักจะโค่นต้นไม้ลงมา  ถ้าไม่มีก็จะเว้นต้นกฤษณาต้นนั้นไว้ก่อน  แล้วเวียนมาตรวจสอบภายหลัง</p>
<p>จากการกระทำลักษณะนี้จึงทำให้เป็นการค้นพบโดยบังเอิญว่าบริเวณเนื้อไม้บาดแผลที่ถูกขวานฟันเอาไว้ ค่อย ๆ เกิดสารกฤษณาแทรกซึมลงในเนื้อไม้ทิ้งระยะเวลาไว้ 6-8 เดือน ก็จะเปลี่ยนเนื้อไม้จากสีขาวเป็นสีเหลืองแก่หรือน้ำตาลอ่อน  พรานป่าจะใช้สิ่วเล็ก ๆ  สกัดส่วนที่มีสารกฤษณาไปขาย  แต่จะได้สารกฤษณาจำนวนไม่มาก เนื่องจากสารกฤษณาสะสมบริเวณผิวของบาดแผลบาง ๆ เท่านั้น วิธีการนี้จึงเป็นการพัฒนาการการเก็บสารกฤษณาของชาวบ้าน เรียกว่า <span style="color: #993300;">ไม้ปากขวาน</span></p>
<p>เนื่องจากต้นกฤษณาเป็นต้นไม้ที่มีกลิ่นหอม จะสะสมอยู่ในรูปของ<span style="text-decoration: underline;"><span style="color: #993300;">สารกฤษณา</span></span>(resin)  ภายในเนื้อไม้  ทำให้ไม้มีคุณค่ามากขึ้น  จากเงื่อนไขนี้ทำให้ต้นกฤษณาในธรรมชาติถูกตัดโค่นมากขึ้นทุกวัน   เนื่องจากการคาดการณ์ของผู้หาของป่าว่าน่าจะมีสารกฤษณาอยู่ในเนื้อไม้  โดยถ้าหากไม่มีเนื้อสารกฤษณาอยู่ในเนื้อไม้ก็จะเป็นแค่ไม้เนื้ออ่อนธรรมดาชนิดหนึ่งเท่านั้น</p>
<p>ข้อมูลจากพรานป่าในการตัดฟันต้นไม้ในธรรมชาติ  จะมีโอกาสในการเจอต้นที่มีแก่นกฤษณาจริง ๆ ประมาณ ไม่เกินร้อยละ 5  เท่านั้น นับว่าเป็นการสูญเปล่า และสูญเสียไม้กฤษณาในธรรมชาติอย่างยิ่ง  พรานป่าจะมีวิธีการในการสังเกตลักษณะภายนอกของต้นกฤษณา  พอจะสันนิษฐานว่าต้นไหนจะมีแก่นกฤษณาอยู่ ดังนี้</p>
<p>1)    ดูลักษณะของลำต้น  เช่น  ลำต้นคด งอ บวมโป่งพอง  ลำต้นไม่สม่ำเสมอ เป็นลักษณะร่องรอยอาการเป็นโรคของลำต้นหรือกิ่ง  อาการเหมือนต้นจะตาย<br />
2)    รอยปริ หรือ รอยหักตามร่องกิ่งผุ  หรือ ลำต้น แล้วมีน้ำขังตามรอยแตก หักนั้น<br />
3)    ร่องรอยของสัตว์แทะ หรือทำอันตรายแก่ต้นไม้ รวมทั้งรอยถากหรือตัดฟันต้นไม้ของผู้หาของป่า<br />
4)    ลำต้นหรือเรือนยอดโทรมลง ลักษณะใบเริ่มสีเหลืองคล้ายต้นไม้เป็นโรคหรือเป็นเชื้อรา<br />
5)    ตามลำต้นมีรอยเจาะของปลวก มด ไต่หรือทำรังในโพรงของลำต้นหรือตามกิ่งไม้</p>
<p>นอกจากนี้พรานป่าได้พบสารกฤษณาที่เกิดจากกระสุนปืนตามต้นกฤษณา บริเวณแนวชายแดนกัมพูชา  ซึ่งสามารถพบสารทั้งในบริเวณราก  ลำต้นรวมทั้งกิ่งก้านต่าง ๆ โดยส่วนที่พบมากที่สุด  จะพบตามง่ามกิ่งที่มีน้ำขัง  ซึ่งเป็นช่วงรอยต่อกับลำต้นหรือรอยกิ่งหัก<br />
ตำแหน่งการพบสารกฤษณาในต้นกฤษณาจากธรรมชาติ  (อิสระ 2545)<br />
<span style="color: #993300;"> ตำแหน่งที่พบ                                    ร้อยละ<br />
รอยหักของกิ่งและน้ำขัง                             30.85<br />
รอยฉีกขาดของกิ่ง                                      28.72<br />
ปลวก  แมลง  เจาะไชลำต้น                        27.65<br />
รอยบา  บริเวณลำต้น                                    5.32<br />
โคนต้นผุจากเชื้อรา                                       3.19<br />
ลูกปืนผังในลำต้น  กิ่ง                                   2.13<br />
รอยบากบริเวณราก                                       2.13</span></p>
<p>ปกติเนื้อไม้กฤษณาเป็น<strong>ไม้เนื้ออ่อน</strong> เนื้อไม้จะมีสีขาวนวล  แต่ถ้าหากเนื้อไม้มีสารกฤษณาแทรกอยู่ จะมีเนื้อไม้สีน้ำตาลอ่อนในระดับที่มีคุณภาพไม่ค่อยดีนัก   แต่ถ้าหากมีคุณภาพค่อนข้างดีจะมีสีน้ำตาลแก่ไปจนถึงดำเข้ม หากมีการวางในน้ำจะจมน้ำ  และถ้าหากทดสอบโดยการจุดไฟ  จะมีกลิ่นหอมมาก  ดังนั้นการแบ่งระดับของไม้กฤษณาจะแบ่งกันโดยดูปริมาณส่วนที่เป็นสารกฤษณาที่แทรกอยู่ในเนื้อไม้  หากปริมาณ<strong>สารกฤษณา</strong>มาก ก็จะทำให้มาคุณภาพ  และราคาดีขึ้นด้วย  ชาวบ้านจะเรียกชื่อไม้ชนิดต่าง ๆ ตามลักษณะการเกิดตามธรรมชาติ</p>
<h2>การแบ่งเกรดของไม้กฤษณา</h2>
<p>แบ่งออกเป็น  4  เกรด คือ<br />
1. <strong>ไม้เกรด  1 </strong> จะมีคุณภาพสูงมาก  เรียกว่า <strong>ไม้ลูกแก่น</strong> (super)  แก่นไม้จะแข็งเป็นสีดำสนิทผิวค่อนข้างมัน  ซึ่งสารกฤษณาเกิดจากการเจาะไชของแมลงเป็นบริเวณกว้าง  ทำให้เกิดสารกฤษณาจำนวนมาก   และเป็นเวลานานหลายปี  อาจจะใช้เวลา 50-100 ปี  เมื่อชั่งดูน้ำหนักจะมาก จมน้ำ มีราคาแพงมาก  โดยมีราคามากกว่า 250,000 บาท ต่อกิโลกรัม  ไม้บางชิ้นขนาดใหญ่รูปทรงสวยจะมีราคาถึง  1  ล้านบาท  นิยมขายเป็นแก่นไม้  โดยชาวอาหรับจะใช้จุดในพิธีกรรมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดกลิ่นหอมหรือ ซื้อเพื่อประดับบารมี  โดยไม้ลูกแก่น จะแบ่งเรียกเป็นส่วนย่อย ๆ อีก ตามลักษณะตำแหน่งการเกิดกฤษณา คือ<br />
1.1  <span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม้พุดซ้อน</strong></span> เป็นไม้ที่พบว่าในบริเวณรากมีการเจาะไชของแมลง หรือสัตว์แทะเล็ม แล้วทำให้เกิดสารกฤษณาขึ้น<br />
1.2  <span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม้ลำเสา</strong></span> เป็นไม้ที่พบว่าในบริเวณลำต้นตั้งแต่ยอดจนถึงบริเวณโคน มีการเจาะไชของแมลง   บางต้นอาจจะเป็นโพรงให้น้ำไหลผ่านจากกลางลำต้นถึงบริเวณโคนต้น แล้วเกิดสารกฤษณารอบ ๆ แนวเจาะ<br />
1.3  <span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม้มะเฟือง</strong></span> เป็นไม้ที่พบว่าในบริเวณลำต้นตามแนวขวางลำต้นถูกแมลงด้วงหรือนกเจาะแล้วทำให้เกิดสารกฤษณาตามมา<br />
1.4  <span style="text-decoration: underline;"><strong>ไม้เสี้ยนตาล</strong></span> เป็นไม้ที่พบว่ามีลักษณะของแก่นไม้มีสีขาว และดำผสมสลับกันมองเห็นได้โดยทั่วไป  เหมือนเสี้ยนของเนื้อไม้ต้นตาล  ซึ่งเป็นความผิดปกติของเนื้อไม้เอง<br />
ไม้เกรด 1 จะมีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะเป็น1.01 เท่า ของน้ำ หนักกว่าน้ำจึงจมน้ำ<br />
2. <strong>ไม้เกรด 2</strong> เป็นไม้คุณภาพสูง  เรียกว่า ไม้ปากกระโถน  เป็นไม้ปุ่มของเซลล์ เนื้อไม้ที่ตายแล้ว  และเสื่อมสลายไป ทำให้มีน้ำขังอยู่  หรือ ไม้ขนาบน้ำ ซึ่งเป็นไม้ที่เกิดจากตาของกิ่งไม้ ส่วนที่ติดกับบริเวณต้นเกิดการฉีกขาดจากแรงลมหรือสัตว์ถึง  ทำให้เกิดเป็นแก่นไม้ขึ้นมา  ไม้ประเภทนี้มีราคาสูงและนิยมขายในรูปของเนื้อไม้ราคารองลงไปจากไม้ลูกแก่นโดยราคาตกอยู่ที่  50,000-80,000 บาทต่อกิโลกรัม<br />
ไม้เกรด  2  จะมีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะเกือบเท่ากับน้ำคือ 1  จึงลอยอยู่ใต้ผิวน้ำ<br />
3. <strong>ไม้เกรด 3</strong> คุณภาพระดับปานกลาง เรียก ไม้ปากขวาน  เกิดจากการที่ผู้หาของป่าใช้มีดพร้า หรือขวานไปถากฟันต้นไม้ในบริเวณกิ่งหรือลำต้น  เมื่อทิ้งไว้นาน 2-3 ปี จะเกิดสารกฤษณาขึ้นส่วนใหญ่เป็นต้นกฤษณาที่มีอายุค่อนข้างมาก โดยจะพบสีน้ำตาลเข้มมาก ๆ บริเวณรอยฟันคุณภาพและราคาอยู่ในระดับปานกลาง  ถ้ามีสีเข้มดำราคาจะประมาณ 15,000-30,000  บาทต่อกิโลกรัม  ขายในรูปชิ้นเนื้อไม้แต่โดยมากมักจะใช้ในการกลั่นเป็นน้ำมันกฤษณา  เมื่อทิ้งไว้ระยะเวลา 6 เดือน – 1 ปี  เพราะต้นกฤษณาที่มีอายุมาก ในธรรมชาติทีมีอยู่ในปัจจุบันมีไม่มาก<br />
ไม้เกรด 3  มีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะเป็น 0.62 เท่า ของน้ำ เบากว่าน้ำจึงลอยน้ำ (ส่วนจมน้ำมากกว่าส่วนลอยน้ำ<br />
4. <strong>ไม้เกรด  4 </strong> จะมีคุณภาพต่ำ  มีชื่อเรียกไม้ต่าง ๆ ดังนี้<br />
4.1  ไม้ตกหิน   เป็นไม้ที่พบในธรรมชาติ  มีสีเหลืองถึงน้ำตาลอ่อนดูลักษณะคล้ายไม้ผุ<br />
4.2  ไม้ตกตะเคียน   เป็นไม้ที่เกิดจากรอยที่เนื้อไม้ถูกทำลายบริเวณผิวนอก ทำให้เนื้อไม้มีสี<br />
น้ำตาล เหมือนสีตะเคียนในบริเวณกว้าง<br />
4.3  ไม่ตกฟาก   เป็นไม้ที่เกิดจากต้นกฤษณา  ถูกไม้อื่นล้มฟาด  หรือทับทำให้เกิดรอยเสียดสี<br />
ในบริเวณผิว  รวมทั้งร่องรอยที่เกิดจากสัตว์ถูตามบริเวณลำต้น  ไม้เกรด 4 นี้ ไม่นิยมขายในรูปของเนื้อไม้  แต่นิยมนำมาบดเพื่อกลั่นเป็นน้ำมันกฤษณา  โดยราคาจะตกประมาณ 50- 200 บาทต่อกิโลกรัม<br />
ไม้เกรด 4  มีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะ 0.39 เท่าของน้ำจึงลอยน้ำ (ส่วนลอยน้ำมากกว่าส่วนจมน้ำ )<br />
ส่วนเนื้อไม้ปากติที่ไม่มีสารกฤษณาสะสมอยู่  มีน้ำหนักความถ่วงจำเพาะประมาณ 0.3 เท่าของน้ำ<br />
ในการซื้อขายไม้กฤษณาในตลาดปัจจุบันนี้  ยังไม่มีข้อกำหนดเป็นมาตรฐานแน่นอน  ผู้รับซื้อจะเป็นผู้<br />
กำหนดราคา  โดยดูจากสี  น้ำหนัก  รูปทรงของไม้  จุดดมกลิ่นของชิ้นไม้กฤษณา  ถ้าเป็นน้ำมันกฤษณาจะพิสูจน์ความติดทนของน้ำมัน เมื่อทาที่ผิว  รวมทั้งกลิ่นต้องเป็นที่ต้องการของตลาดอีกด้วย</p>
<h2>วิธีทำให้เกิดการสร้างสารกฤษณา</h2>
<p>การทำให้เกิดการสร้างสารกฤษณาหรือเกิดการลงสารในเนื้อไม้กฤษณานั้นไม่มีวิธีที่แน่นอนตายตัวแต่จะขึ้นอยู่กับประสบการณ์และความรู้ของผู้ปลูก  ซึ่งแต่ละวิธีก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป ดังนั้นวิธีการจึงอาจแตกต่างกันไปในเกษตรกรแต่ละรายแต่เท่าที่ทำการศึกษาพบว่าวิธีการต่าง ๆ  ดังนี้<br />
1.    <span style="text-decoration: underline;">การสับหรือถาก</span><br />
วิธีการนี้จะใช้ขวานหรือมีดสับถากบริเวณลำต้นหรือกิ่งของไม้กฤษณา ความลึกของบาดแผลขึ้นอยู่กับขนาดของลำต้นหรือกิ่ง  จำนวนบาดแผลไม่แน่นอน  จะใช้วีการสับเปลี่ยนตำแหน่งที่ทำแผลไปเรื่อย ๆวิธีการนี้จะเห็นสารกฤษณาปรากฏในระยะเวลา  3-4  เดือน แต่จะให้กลิ่นของสารที่อ่อนมากมีคุณภาพเพียงไม้เกรด 4 เท่านั้น  แต่ถ้าปล่อยทิ้งไว้   2-3 ปีมีการสะสมสารกฤษณามากขึ้น  บริเวณขอบของบาดแผลจะเข้มขึ้น  เนื่องจากการสะสมาของน้ำมันในเซลล์เพิ่มมากขึ้นจะเป็นไม้เกรด 3  เรียกว่า ไม้ปากขวาน หลังจากทำแผลทิ้งไว้ก็จะเก็บเอาเฉพาะเนื้อไม้ที่มีสารกฤษณาไปขาย  วิธีการนี้สามารถทำได้ง่ายไม่ยุ่งยาก  แต่ข้อเสียคือ  จะได้สารกฤษณาที่มีปริมาณน้อยยังไม่คุ้มกับระยะเวลาที่เสียไปจากการปลูกไม้กฤษณา<br />
2.    <span style="text-decoration: underline;">การใช้ตะปูเจาะลำต้น</span><br />
จากหลักการที่ว่า  การสร้างบาดแผลทำให้ต้นกฤษณาเกิดความเครียด ลักษณะของบาดแผลจะเป็นส่วนกำหนดปริมาณและระยะเวลาการเกิดสารกฤษณา การตอกตะปูเป็นลักษณะที่ทำให้ต้นกฤษณาเกิดความเครียดสูง  เนื่องจากเนื้อไม้รอบ ๆ ตะปูมีแรงกดบีบมาก  เมื่อตอกตะปูประมาณ 45  องศา กับลำต้นจะมีแรงต้านภายในเนื้อไม้ ต้านแรงที่ตอกลงบนตะปูในแนวขนานกับตัวตะปูและแรงต้านที่ตั้งฉากกับตัวตะปูเนื้อไม้มีการหดตัวทำให้ต้นกฤษณาเกิดความเครียดสูง   การสร้างบาดแผลโดยการตอกตะปู  สามารถสร้างสารกฤษณาในเนื้อไม้ได้ไม้เกรด 1-3 เพราะมีการสะสมของสารกฤษณาภายในเซลล์มาก บริเวณเซลล์ที่มีสารกฤษณานี้จะอยู่ใกล้กับบริเวณตะปูที่ตอกลงไปในเนื้อไม้จะพบเซลล์ที่ผิดปกติทุก ๆ เซลล์ เป็น ไม้เกรด 1 หรือ 2 ส่วนไม้เกรด 3 จะพบลักษณะเป็นแถบสีดำของสารกฤษณาอยู่บริเวณรอบนอก และล้อมรอบบริเวณที่มีการสะสมสารกฤษณาปริมาณน้อยเอาไว้  เกิดขึ้นรอบ ๆ ตะปู  การสะสมสารกฤษณาเป็นไม้เกรดใดจะขึ้นอยู่กับระยะเวลาของการสะสมสารกฤษณา<br />
3.    <span style="text-decoration: underline;">การเจาะรูโดยใส่สารกระตุ้น</span><br />
ของคุณอาจินต์ กิตติพล ได้ทำการทดลองการเกิดการลงสารในเนื้อไม้กฤษณาโดยใช้สารบางชนิดที่ไม่เปิดเผยสูตร ปรากฏว่าเกิดการลงสารเป็นบริเวณกว้างทำให้เกิดเป็นเนื้อที่เรียกว่าไม้ตะเคียน (ไม้กฤษณาที่มีสีเหมือนไม้ตะเคียน)     ภายในเวลาเพียง 1 เดือนและเปลี่ยนเป็นเนื้อไม้สีดำภายในระยะเวลา 6 – 12 เดือน</p>
<h2>การบำรุงรักษาหลังทำสาร</h2>
<p>หลังการทำให้เกิดบาดแผลจนเกิดสารกฤษณาแล้ว  การบำรุงรักษาต้นกฤษณาก็มีความจำเป็นที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง  โดยธรรมชาติของต้นไม้ทั่ว ๆ ไปต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม  สำหรับต้นกฤษณาเป็นไม้เนื้ออ่อน  โตไว ใจเสาะ เมื่อถูกกระทำให้เกิดบาดแผลโดยการเจาะ  การบากหรือกรรมวิธีอื่น ๆ ก็จะเกิดอาการเครียดแล้วหลั่งสารกฤษณาออกมา  อาจทำให้ใบร่วงนิดหน่อยจึงควรรดน้ำติดต่อกันวันเว้นวันประมาณสองสัปดาห์เพื่อให้ต้นกฤษณาฟื้นสภาพพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้อีก<br />
การทำให้เกิดบาดแผลจนเกิดสารกฤษณานั้นดูเหมือนเป็นการทำง่ายๆ ใครก็ทำได้ แต่การจะทำให้เกิดการหลั่งสารกฤษณาในเนื้อไม้มากๆ จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์และมีเทคนิคในการทำพอสมควร จึงจะเกิดสารกฤษณาได้มาตามความต้องการ<br />
การบำรุงรักษาหลังทำสาร<br />
หลังการทำให้เกิดบาดแผลจนเกิดสารกฤษณาแล้ว  การบำรุงรักษาต้นกฤษณาก็มีความจำเป็นที่ควรทำอย่างต่อเนื่อง  โดยธรรมชาติของต้นไม้ทั่ว ๆ ไปต้องการน้ำในปริมาณที่เหมาะสม  สำหรับต้นกฤษณาเป็นไม้เนื้ออ่อน  โตไว ใจเสาะ เมื่อถูกกระทำให้เกิดบาดแผลโดยการเจาะ  การบากหรือกรรมวิธีอื่น ๆ ก็จะเกิดอาการเครียดแล้วหลั่งสารกฤษณาออกมา  อาจทำให้ใบร่วงนิดหน่อยจึงควรรดน้ำติดต่อกันวันเว้นวันประมาณสองสัปดาห์เพื่อให้ต้นกฤษณาฟื้นสภาพพร้อมที่จะเจริญเติบโตต่อไปได้อีก<br />
การทำให้เกิดบาดแผลจนเกิดสารกฤษณานั้นดูเหมือนเป็นการทำง่ายๆ ใครก็ทำได้ แต่การจะทำให้เกิดการหลั่งสารกฤษณาในเนื้อไม้มากๆ จะต้องเป็นผู้มีประสบการณ์และมีเทคนิคในการทำพอสมควร จึงจะเกิดสารกฤษณาได้มาตามความต้องการ</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.bestagarwood.com/2008/10/03/%e0%b8%9b%e0%b8%b1%e0%b8%88%e0%b8%88%e0%b8%b1%e0%b8%a2%e0%b8%97%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%97%e0%b8%b3%e0%b9%83%e0%b8%ab%e0%b9%89%e0%b9%80%e0%b8%81%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%81/feed/</wfw:commentRss>
		</item>
		<item>
		<title>การขยายพันธุ์</title>
		<link>http://www.bestagarwood.com/2008/08/31/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c/</link>
		<comments>http://www.bestagarwood.com/2008/08/31/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%98%e0%b8%b8%e0%b9%8c/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 01 Sep 2008 04:39:53 +0000</pubDate>
		<dc:creator>admin</dc:creator>
		
		<category><![CDATA[ไม้กฤษณา]]></category>

		<category><![CDATA[การขยายพันธุ์]]></category>

		<category><![CDATA[การคัดเลือกพื้นที่และวิธีการปลูก]]></category>

		<category><![CDATA[การปลูกแซมพืชอื่น]]></category>

		<category><![CDATA[การให้ปุ๋ย]]></category>

		<category><![CDATA[บำรุงรักษาหลังการปลูก]]></category>

		<category><![CDATA[ปลูกแซมสลับกับไม้ป่า]]></category>

		<category><![CDATA[ปลูกแซมสวนกล้วย]]></category>

		<category><![CDATA[ปุ๋ยคอก]]></category>

		<category><![CDATA[ปุ๋ยหมัก]]></category>

		<category><![CDATA[วิธีการปลูก]]></category>

		<category><![CDATA[แหล่งพันธุกรรม]]></category>

		<category><![CDATA[โพลิเมอร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.bestagarwood.com/?p=18</guid>
		<description><![CDATA[การขยายพันธุ์
การคัดเลือกพื้นที่และวิธีการปลูก
ปัญหาใหญ่ของไม้กฤษณาที่สำคัญคือ แหล่งพันธุกรรม เนื่องจากไม้กฤษณาถูกตัดโค่นเป็นจำนวนมาก ทั้งต้นที่มีและไม่มีแก่นกฤษณา ทำให้แหล่งที่จะผลิตเมล็ดที่ใช้ในการขยายพันธุ์มีน้อย  ประกอบกับการปรับปรุงพันธุ์และการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก  เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน  สำหรับการขยายพันธุ์ต้นกฤษณาทั้งหมดของประเทศไทยได้จากกการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ อาศัยการเพาะจากเมล็ดพันธุ์หรือการใช้กล้าไม้ที่งอกภายใต้ต้นมาย้ายชำลงถุง ในอดีตมีการลักลอบนำเมล็ดจากเขตป่าอนุรักษ์  เพื่อนำมาเพาะเมล็ดโดยเฉพาะบริเวณรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  เทือกเขาบรรทัดและบริเวณเขาสอยดาว  เขาสระบาป  นำมาปลูกเป็นสวนป่าหรือ ปลูกบริเวณบ้าน  วัด  และโรงเรียน อย่างไรก็ตามการเพาะเมล็ดไม้กฤษณาสามารถทำได้ง่าย
การเตรียมกล้าไม้  นับเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งสำหรับงานปลูกสร้าง สวนป่า เพราะต้องอาศัยความ
ละเอียดรอบครอบในการปฏิบัติงานมาก  ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งกล้าไม้ที่มีคุณภาพดี  ซึ่งหมายถึงกล้าไม้เมื่อนำไปปลูกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วจะให้อัตราการรอดตายสูงที่สุดและมีการเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดภายหลังการปลูก  มีความเหมาะสมทั้งทางด้านสรีรวิทยา  สัณฐานวิทยาและอายุกล้าไม้ก่อนที่จะนำไปปลูกการเตรียมกล้าไม้ตามเรือนเพาะชำส่วนใหญ่มักใช้วัสดุเพาะชำที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น  โดยปกติแล้วจะใช้หน้าดินซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีลักษณะและความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน  การเลือกใช้วัสดุเพาะชำที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้  เช่นดินในชั้นดินป่าไม้และการนำเอาอินทรีย์ วัตถุที่มีเหลือใช้มาดัดแปลงให้เหมาะสมเพื่อปรับปรุง
โครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญของกล้าไม้   แต่ในกรณีที่ดินในชั้นหน้าดินป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมีคุณสมบัติทางกายภาพเลวหรือต้องการเร่งการเจริญเติบโตของกล้าไม้ให้สม่ำเสมอทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก  จำเป็นจะต้องใช้ปุ๋ยมาช่วยเร่งการเจริญเติบโตเช่น  ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก การเลือกให้ปุ๋ยขึ้นกับความเหมาะสมและต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด
การเพาะเมล็ด จะเก็บเมล็ดแก่ในช่วยเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม  โดยเมล็ดแก่จะมีสีน้ำตาลเข้ม  จำนวนเมล็ดประมาณ  4,000 – 5,000  เมล็ดต่อกิโลกรัม  ราคาซื้อขายเมล็ดตกประมาณ 2,500 -3,000 บาทต่อกิโลกรัม  โดยการเก็บเมล็ดควรเก็บเมล็ดที่ร่วงอยู่บริเวณโคนต้นดีกว่าเก็บบนต้นเพราะจะได้เมล็ดที่แก่เต็มที่แล้ว  เมื่อได้เมล็ดมาแล้วต้องรีบเพาะท้นทีเนื่องจากเปอร์เซ็นต์การงอกจะลดลงอย่างรวดเร็ว  โดยหากเพาะภายในหนึ่งสัปดาห์  จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 90  เปอร์เซ็นต์ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h1>การขยายพันธุ์</h1>
<h2>การคัดเลือกพื้นที่และวิธีการปลูก</h2>
<p>ปัญหาใหญ่ของไม้กฤษณาที่สำคัญคือ <strong>แหล่งพันธุกรรม</strong> เนื่องจากไม้กฤษณาถูกตัดโค่นเป็นจำนวนมาก ทั้งต้นที่มีและไม่มีแก่นกฤษณา ทำให้แหล่งที่จะผลิตเมล็ดที่ใช้ในการขยายพันธุ์มีน้อย  ประกอบกับการปรับปรุงพันธุ์และการคัดเลือกสายพันธุ์เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก  เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลานาน  สำหรับการขยายพันธุ์ต้นกฤษณาทั้งหมดของประเทศไทยได้จากกการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ อาศัยการเพาะจากเมล็ดพันธุ์หรือการใช้กล้าไม้ที่งอกภายใต้ต้นมาย้ายชำลงถุง ในอดีตมีการลักลอบนำเมล็ดจากเขตป่าอนุรักษ์  เพื่อนำมาเพาะเมล็ดโดยเฉพาะบริเวณรอบอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่  เทือกเขาบรรทัดและบริเวณเขาสอยดาว  เขาสระบาป  นำมาปลูกเป็นสวนป่าหรือ ปลูกบริเวณบ้าน  วัด  และโรงเรียน อย่างไรก็ตามการเพาะเมล็ดไม้กฤษณาสามารถทำได้ง่าย<br />
การเตรียมกล้าไม้  นับเป็นหัวใจสำคัญประการหนึ่งสำหรับงานปลูกสร้าง สวนป่า เพราะต้องอาศัยความ<br />
ละเอียดรอบครอบในการปฏิบัติงานมาก  ทั้งนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งกล้าไม้ที่มีคุณภาพดี  ซึ่งหมายถึงกล้าไม้เมื่อนำไปปลูกในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง แล้วจะให้อัตราการรอดตายสูงที่สุดและมีการเจริญเติบโตรวดเร็วที่สุดภายหลังการปลูก  มีความเหมาะสมทั้งทางด้านสรีรวิทยา  สัณฐานวิทยาและอายุกล้าไม้ก่อนที่จะนำไปปลูกการเตรียมกล้าไม้ตามเรือนเพาะชำส่วนใหญ่มักใช้วัสดุเพาะชำที่หาได้ง่ายในท้องถิ่น  โดยปกติแล้วจะใช้หน้าดินซึ่งในแต่ละท้องถิ่นก็จะมีลักษณะและความอุดมสมบูรณ์แตกต่างกัน  การเลือกใช้วัสดุเพาะชำที่มีคุณสมบัติเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกล้าไม้  เช่นดินในชั้นดินป่าไม้และการนำเอาอินทรีย์ วัตถุที่มีเหลือใช้มาดัดแปลงให้เหมาะสมเพื่อปรับปรุง<br />
โครงสร้างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญของกล้าไม้   แต่ในกรณีที่ดินในชั้นหน้าดินป่าไม้มีความอุดมสมบูรณ์ต่ำมีคุณสมบัติทางกายภาพเลวหรือต้องการเร่งการเจริญเติบโตของกล้าไม้ให้สม่ำเสมอทันต่อฤดูกาลเพาะปลูก  จำเป็นจะต้องใช้ปุ๋ยมาช่วยเร่งการเจริญเติบโตเช่น <strong> ปุ๋ยคอก  ปุ๋ยหมัก</strong> การเลือกให้ปุ๋ยขึ้นกับความเหมาะสมและต้องสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายน้อยที่สุด<br />
<strong>การเพาะเมล็ด</strong> จะเก็บเมล็ดแก่ในช่วยเดือนพฤษภาคม – สิงหาคม  โดยเมล็ดแก่จะมีสีน้ำตาลเข้ม  จำนวนเมล็ดประมาณ  4,000 – 5,000  เมล็ดต่อกิโลกรัม  ราคาซื้อขายเมล็ดตกประมาณ 2,500 -3,000 บาทต่อกิโลกรัม  โดยการเก็บเมล็ดควรเก็บเมล็ดที่ร่วงอยู่บริเวณโคนต้นดีกว่าเก็บบนต้นเพราะจะได้เมล็ดที่แก่เต็มที่แล้ว  เมื่อได้เมล็ดมาแล้วต้องรีบเพาะท้นทีเนื่องจากเปอร์เซ็นต์การงอกจะลดลงอย่างรวดเร็ว  โดยหากเพาะภายในหนึ่งสัปดาห์  จะมีเปอร์เซ็นต์การงอกประมาณ 90  เปอร์เซ็นต์ สัปดาห์ที่สองประมาณ  50  เปอร์เซ็นต์  และสัปดาห์ที่สามประมาณ 25 เปอร์เซ็นต์  นำเมล็ดที่ได้มาเพาะลงถุงดินโดยคว่ำส่วนหัวสีน้ำตาลลงและกดเมล็ดให้จมลงประมาณ ¾ ส่วนของเมล็ดหรืออาจเพาะในกระบะเพาะก่อนย้ายชำ  โดยใช้ทรายคั่วหรืออบฆ่าเชื้อแล้ว  หว่านเมล็ดให้กระจายกลบด้วยทรายให้สม่ำเสมอประมาณ 3-5 มิลลิเมตร  รดน้ำให้ชุ่ม<br />
การเพาะชำโดยใช้กล้า  (เบี้ย)  ก่อนที่เมล็ดหล่นลงใต้โคนต้นแม่  ควรเตรียมพื้นที่บริเวณโคนต้นก่อนโดยการพรวนดิน  เก็บกล้าในช่วงเช้าขณะที่พื้นดินใต้ต้นยังมีความชื้นอยู่  เมื่อเก็บกล้าแล้วให้นำใบตองห่อกล้าที่เก็บมา  แช่รากในน้ำและนำไปลงถุงชำภายใน 1 วัน<br />
สำหรับวัสดุเพาะชำ  โดยทั่วไปใช้ถุงเพาะชำขนาด  2.5 x 7 นิ้ว (เหมาะสำหรับการผลิตกล้าขนาด  50 เซนติเมตร)  ส่วนผสมของวัสดุเพาะชำใช้ดิน  :  ทราย หรือ แกลบ  :  ปุ๋ยคอก เท่ากับ 6:3:1<br />
การบำรุงรักษากล้ากฤษณา  ควรวางกล้าไว้ในโรงเรือนที่คลุมโดยแสลนดำ พรางแสงได้ประมาณ 50-70 เปอร์เซ็นต์  ในสัปดาห์แรกควรรดน้ำทั้งเช้า-เย็น หลังจากนั้นรดวันละครั้ง  ใส่ปุ๋ยคอกผสมน้ำรดเดือนละครั้ง  หรือฉีดพ่นปุ๋ยทางใบทุก 15 วัน ในกรณีที่ใส่ปุ๋ยมากเกินไปจนดินเค็ม  ให้หว่านปูนโดโลไมท์บาง ๆ แล้วรดน้ำให้มาก ๆ เพื่อขับหรือชะล้างความเค็มออกจากดิน  สำหรับปัญหาโรคและแมลงส่วนใหญ่จะไม่ค่อยพบ  แต่โรคที่อาจเกิดขึ้นได้คือ  โรคเน่าคอดิน  แก้ไขโดยผสมยากันเชื้อรากับปุ๋ยฉีดทางใบ  พ่นทุก 15 วัน  รดน้ำผสมปุ๋ยคอกและดูแลต่อไปจนกล้าไม้อายุ 9 -12  เดือน  ความสูงประมาณ 50  ซม. สามารถที่จะนำไปปลูกได้  เนื่องจากกล้าไม้กฤษณาต้องการความชื้นสูง  และตอบสนองอย่างรวดเร็วต่อการขาดน้ำ  ดังนั้นก่อนนำไปปลูกต้องมีการทำกล้าไม้ให้แกร่ง  โดยให้กล้าไม้ได้รับแสงแดดมากขึ้นและลดการให้น้ำลง</p>
<p><strong>การคัดเลือกพื้นที่และ วิธีการปลูก</strong><br />
พื้นที่ปลูกไม้กฤษณาควรเป็นที่เนิน  น้ำไม่ท่วมขัง  ดินมีการระบายน้ำดี  รูปแบบ การปลูกอาจปลูกในลักษณะสวนป่าเชิงเดี่ยวและการปลูกแบบสวนป่าวนเกษตร โดยปลูกไม้กฤษณาร่วมกับพืชหรือไม้ยืนต้นชนิดอื่น  เช่น ปลูกไม้กฤษณาแทรกในสวนยางพารา  สวนผลไม้  เป็นต้น<br />
การปลูกและวิธีการปลูกนั้น  โดยความเป็นจริงแล้วไม่แตกต่างกับการปลูกไม้ป่าอื่น ๆ มากนัก แต่อย่างไรก็ตามเนื่องจากไม้กฤษณาต้องการความชื้นทั้งในดินและในบรรยากาศสูง  จึงต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อม  และการจัดการเรื่องน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ  วิธีการปลูกแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ</p>
<p>1.    <span style="text-decoration: underline;">การปลูกเชิงเดี่ยวในที่โล่งแจ้ง</span><br />
การปลูกเชิงเดี่ยวสำหรับไม้กฤษณาจำเป็นต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมอย่างมาก  พื้นที่ที่ปลูกควรมี<br />
ความชื้นสูง  มีระบบน้ำที่ดี มีสระเก็บน้ำที่เพียงพอใช้ในฤดูแล้งและควรขุดหลุมให้กว้าง  เพื่อให้ปุ๋ยคอกในการปรับปรุงดินให้เก็บกักความชื้นในดินได้มากขึ้น  และใส่ผงถ่านป่นจากเปลือกไม้ หรือ ขี้เถ้าแกลบเพื่อปรับระดับ pH ของดินให้สูงขึ้น  เนื่องจากถ้าพื้นที่ปลูกไม้กฤษณาอยู่ในเขตที่มีฝนชุก pH ของดินค่อนข้างต่ำ  การใส่ผงถ่านจะช่วยยกระดับ pH และเพิ่มธาตุอาหารมากขึ้น  โดยเฉพาะผงถ่านจากเปลือกไม้ หรือ ขี้เถ้าแกลบ<br />
การเตรียมหลุมในดินทราย<br />
สภาพของดินทราย คือการเก็บน้ำไม่อยู่  เพราะดินร่วนซุยจนเกินไป  ความอุดมสมบูรณ์ต่ำ  การขาดอินทรีย์วัตถุและแร่ธาตุต่าง ๆ ในกรณีดังกล่าวจะใช้ปุ๋ยอินทรีย์และโพลีเมอร์ในการช่วยเก็บน้ำ ใช้ปุ๋ยออสโมโค้ท  ซึ่งเปนปุ๋ยละลายช้าช่วยการเจริญเติบโตของต้นกล้าปลูกใหม่  ช่วยให้เติบโตอย่างต่อเนื่องได้  4  เดือน ใช้หินฟอสเฟต  และโดโลไมท์ช่วยการเจริญเติบโตของราก  ควรขุดหลุมกว้าง 50 - 57  ซม.  ความลึกเท่ากัน  แยกดินชั้นบนไว้ใช้ทำดินผสมนำดินนี้มาใส่ออสโมโค้ท 1 - 2 ช้อนแกง หินฟอสเฟตและโดโลไมท์อย่างละ 50 - 100 กรัม ปุ๋ยหมัก (ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่น ๆ) ประมาณ 1 ใน 3 ของดินคลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหว่านใส่รองก้นหลุม 1 ใน 4 ส่วน จากนั้นใช้โพลีเมอร์ (วุ้นอุ้มน้ำ) ซึ่งแช่น้ำอัตรา 1 กก/น้ำ 200 ลิตร ทิ้งไว้ 1 คืน  หรือถ้าเร่งด่วนก็แช่น้ำก่อน  1  ชั่งโมงขึ้นไป   กวนให้กระจายกันดีแล้วตักมาทั้งน้ำทั้งเนื้อใส่ไปที่ก้นหลุม 1  ลิตร  ส่วนที่ไม่ต้องคลุกเคล้าโพลีเมอร์กับดินปลูก ซึ่งมีผู้ทดลองมาแล้วหลายรายยืนยันตรงกัน  จากนั้นจึงกลบดินผสมขึ้นมาจนถึงระดับต่ำกว่าปากหลุมเล็กน้อย  ซึ่งการทำเช่นนี้จะช่วยให้เก็บน้ำฝนได้ดีเวลาฝนตก  เพราะสภาพที่เป็นทรายจัดนั้นปกติดินไม่เก็บน้ำ  น้ำจึงซึมหายไปหมดเมื่อฝนหยุด ปลูกแล้วรดน้ำให้ชุ่ม หรือถ้าฝนตกลงมาก็จะดีมาก<br />
<strong>โพลิเมอร์</strong> จะเป็นผู้เก็บรักษาน้ำสำรองไว้อย่างน้อย  1  ลิตรหลังฝนตกหรือรดน้ำเกิน 1  ลิตร  ซึ่งถ้าให้น้ำเกิน  1  ลิตร  น้ำส่วนเกินจะซึมหายไปและหลุมนั้นก็ยังคงมีน้ำสำรองเก็บไว้ในโพลีเมอร์   โพลีเมอร์จึงไม่สามารถดึงน้ำจากเซลล์ของรากพืช  หรือส่วนอื่น ๆของพืช  แต่จะถูกพืชดูดน้ำออกจากโพลีเมอร์ไปใช้ในเนื้อดิน  และเมื่อฝนตกหรือรดน้ำโพลีเมอร์ก็จะกลับดูดน้ำพองออกมา เป็นวุ้นอีก  คือเก็บน้ำสำรองไว้ได้อีก<br />
การเตรียมหลุมในดินที่แน่นแข็ง  และดินดาน สภาพของดินแบบนี้คือ การไม่ระบายถ่ายเทน้ำของดิน  ดินแน่นแข็งจนรากเจริญแทงลงดินไม่ได้  ปัจจุบันใช้สารละลายดินดานเป็นตัวช่วย ทำให้ดินลดความแน่นเหนี่ยวลง ทำให้ดินร่วนโปร่ง  ระบายถ่ายเทน้ำดีขึ้น  ทำให้น้ำไม่ขังรากแทงลึกลงดินได้ดีขึ้น  หากดินชั้นบนร่วนโปร่งแบบดินร่วนหรือดินทราย แต่มีชั้นดินดานอยู่ใต้ชั้นไถพรวน การเตรียมหลุมก็ทำแบบเดิมก่อน หรือ ขุดหลุมแล้วแยกดินบนเอามาผสมปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก หินฟอสเฟต โดโลไมท์และออสโมโค้ท  ใช้ดินผสมใส่รองก้นหลุมแล้วใส่สารละลายดินดานลงก้นหลุม สารละลายดินดานนี้ไม่ต้องเคล้ากับดินผสมจากนั้นใส่โพลีเมอร์  1 ลิตรทับลงไปบนสารละลายดินดาน  ไม่ต้องคลุกเคล้ากับสารละลายดินดานและดินก้นหลุม  แล้วปลูกกล้าไม้ทับลงบนโพลีเมอร์เสร็จกลบด้วยดินผสมตามปกติ  เมื่อฝนตกหรือรดน้ำจนเปียกชุ่ม  พอลงไปถึงสารละลายดินดานซึ่งเปียกแล้ว สารละลายดินดานก็จะทำให้ดินที่แน่นค่อย ๆ คลายตัวออกกลายเป็นดินร่วน  น้ำซึ่งเติมลงไปอีกภายหลังหรือที่มีอยู่จะทำให้ดินร่วนลึกลงไปเรื่อย ๆ จะช่วยให้น้ำซึมลงดินชั้นล่างได้ดี  และราก็จะแทงลงใต้ดินได้ดีด้วย<br />
การปลูกแบบไม่ขุดหลุม สภาพดินแบบนี้คือดินเหนียวจัด  แบบดินท้องนาที่ยกร่อง  เป็นสวนผลไม้ ถ้าขุดหลุมปลูกเวลารดน้ำน้ำจะขังในหลุม เพราะดินโดยรวมเป็นดินเหนียวจัดทั้งหมด การระบายน้ำออกไปได้โดยยาก  รากจะแช่น้ำอ่อนแอเป็นโรคตายได้ง่าย  วิธีหนึ่งในการแก้ปัญหาคือ  ปลูกบนดินแล้วให้รากแผ่จากบนดินตรงจุดที่จะวางต้นกล้าแล้วนำปุ๋ยคอก แกลบ ฟอสเฟต และโดโลไมท์  หว่านกระจายบาง ๆ แล้วใส่ปุ๋ยออสโมโค้ทเล็กน้อย  ลงบนจุดที่จะวางเข่งหรือตระกล้า หลังจากนั้นนำเข่งหรือตระกล้ามาวางแล้วใช้ดินผสมใส่รอบ ๆ เข่งหรือตระกล้า  ถ้าจำเป็นต้องป้องกันลมโยกก็ตอกไม้ยึดขอบเข่งหรือตระกล้าให้แน่น  คอยรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ  รากจะเจริญเต็มเข่งหรือตระกล้าแล้วเทลงดินไปในทิศทางที่เหมาะสมได้เอง<br />
การทำร่มเงาบังแสง   ใช้เพื่อป้องกันต้นไม้รับแสงโดยตรง  เช่นใช้ทางมะพร้าว ตาข่ายพรางแสง  หรือวัสดุ อื่น ๆ เพื่อช่วยให้ต้นไม้ตั้งตัวได้ โดยเฉพาะในช่วงกล้าไม้อายุ 1-2 ปี<br />
การรดน้ำ   โดยเฉพาะฤดูแล้งอาจมีความจำเป็นต้องมีการรดน้ำบ่อย เพื่อช่วยให้กล้าไม้รอดตายและตั้งตัวและเติบโตได้ดีขึ้น การปลูกไม้พี่เลี้ยง   เช่นกล้วย  เพื่อช่วยให้ป้องกันแสงจากดวงอาทิตย์  และช่วยทำให้พื้นดินไม่แห้งมากจนเกินไป  ซึ่งวิธีนี้อาจจำเป็นต้องปลูกกล้วยก่อนอย่างน้อย 1 ปี  วิธีการเหล่านี้กล้าไม้ที่ปลูกต้องมีขนาดใหญ่  ความสูงประมาณ 50 ซม. ขึ้นไปและมีการทำกล้าไม้ให้แกร่ง ก่อนการปลูก 1 เดือน ในเรือนเพาะชำ โดยการลดการให้น้ำ และให้กล้าไม้ได้รับแสงมากขึ้นก่อนการปลูก</p>
<p>2.    <span style="text-decoration: underline;">การปลูกผสมผสาน</span><br />
การปลูกในระบบวนเกษตร  การปลูกผสมผสานการปลูกควบในสวนยางพาราและการปลูกในพื้น ที่ป่าชุมชนต่าง ๆ เป็นรูปแบบที่น่าสนใจอย่างยิ่งด้วยเหตุผลที่ไม้กฤษณาต้องการร่มเงา  โดยเฉพาะในระยะแรก ดังนั้น การปลูกในพื้นที่สวนผลไม้ สวนยาง สวนผสม จึงเป็นสิ่งที่เหมาะสม  ซึ่งจะทำให้อัตราการรอดสูงและอย่างไรก็ตาม  การปลูกในพื้นที่ที่ปกคลุมหนาแน่น  และมีร่มเงามาก เช่น สวนผลไม้และสวนยางพาราที่มีอายุ  และมีความหนาแน่นของต้นไม้มาก อาจทำให้ไม้มีการเติบโตต่ำ  ดังนั้นจึงควรปลูกเมื่อสวนผลไม้และสวนยางพาราอายุยังน้อยไม่ควรเกิน 3-5 ปี สำหรับในพื้นที่ชุมชนต่าง ๆ ที่มีต้นไม้ขึ้นไม่หนาแน่นนักสามารถปลูกได้ตามช่องว่างของเรือนยอดของต้นไม้ จะทำให้กล้าไม้มีอัตราการรอดตายและการเติบโตสูง</p>
<h2>ระยะปลูกและการดูแล</h2>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">บำรุงรักษาหลังการปลูก</span></strong><br />
ระยะปลูกหรือความหนาแน่นของต้นปลูก เป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดประสิทธิภาพการใช้แสหรือการสังเคราะห์แสงของพืชตั้งแต่พืชงอก  ซึ่งจะส่งผลถึงผลผลิตในขั้นสุดท้าย  พืชต่างชนิดกันต้องการระยะปลูกที่เหมาะสมไม่เท่ากัน แม้แต่พืชชนิดเดียวกันแต่ต่างพันธุ์กันยังต้องการระยะปลูกไม่เท่ากัน  ระยะปลูกที่เหมาะสมนอกจากขึ้นอยู่กับชนิดของพืชแล้วยังขึ้นอยู่กับปัจจัยอื่นที่มีอิทธิพลต่อการเจริญของพืชอีกด้วย  เช่นความอุดมสมบูรณ์ของดิน  ความชื้น และภูมิอากาศอย่างไรก็ตามจุดประสงค์ของการปลูกต้นกฤษณา ผลผลิตขั้นสุดท้าย คือ สารกฤษณา ทั้งในเรื่องของปริมาณและคุณภาพ  ซึ่งอิทธิพลของระยะปลูกจะมีผลต่อการเจริญของลำต้นและใบ  จากการสังเกตพบว่าในป่าธรรมชาติต้นกฤษณาจะขึ้นอยู่ใกล้ชิดกับต้นไม้อื่น  การปลูกระยะถี่จึงไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด<br />
การปลูกระยะห่างให้มีกิ่งก้านมากพอสมควร  มีจุดประสงค์เพื่อแยกสัดส่วนเนื้อไม้  เพื่อทำไม้ชิ้นจุดดม  ให้ได้รูปทรงต่าง ๆ (ไม้ตัว – ศัพท์ชาวบ้าน) ต้องใช้เวลาในการสะสมสารกฤษณานานกว่า  แต่ผลสุดท้ายถึงแม้จำนวนต้นกฤษณาต่อพื้นที่จะน้อยกว่า  และปลูกระยะเวลานานกว่า  แต่ผลผลิตคือชิ้นไม้กฤษณาจะจำหน่ายได้ราคาสูงกว่าน้ำมันกฤษณาจากการทดลองปลูกต้นกฤษณา<br />
<span style="color: #993300;"><strong>ระยะที่เหมาะสมสำหรับต้นกฤษณาคือ 2 x 2 เมตร , 2 x 3  เมตร , 3 x 3 เมตร<br />
ระยะ  2 x 2  เมตร  ปลูกได้จำนวน  400  ต้นต่อไร่<br />
ระยะ  2 x 3  เมตร  ปลูกได้จำนวน  266  ต้นต่อไร่<br />
ระยะ  3 x 3  เมตร  ปลูกได้จำนวน  177  ต้นต่อไร่<br />
ระยะ  4 x 4  เมตร  ปลูกได้จำนวน  100  ต้นต่อไร่</strong></span><br />
การกำหนดระยะปลูกต้นกฤษณาค่อนข้างถี่ ด้วยเหตุผลต้นกฤษณาต้องการความชื้นสูง เป็นการลดการสูญเสียน้ำจากดินที่ระเหยสู่บรรยากาศ  และการโค่นล้มของต้นกฤษณา</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">การปลูกแซมพืชอื่น</span></strong><br />
การกำหนดระยะห่างในการปลูกต้นกฤษณาที่เหมาะสมของแต่ละพื้นที่ให้ดีย่อมมีผลต่อการลงทุนในเชิงพาณิชย์  ซึ่งอาจปลูกแซมกับพืชผลไม้อื่นได้เกือบทุกชนิด  มีแนวโน้มว่าการปลูกไม้กฤษณาแซมพืชอื่นจะปลูกได้ดีกว่าการปลูกเป็นไม้เบิกนำ  เพราะต้นกฤษณาต้องการความชื้นสูง  โดยปลูกแซมระหว่างต้นหรือระหว่างแถวดังนี้<br />
1.  <span style="text-decoration: underline;">การปลูกแซมสวนเก่</span>า   เนื่องจากสวนพืชเศรษฐกิจมักมีสภาพร่มครึ้ม  มีความชุ่มชื้นคล้ายป่า เช่น สวนยางพารา  สวนปาล์มน้ำมัน  สวนไม้ผล  เมื่อต้นเดิมตายลงแทนที่จะปลูกพืชชนิดเดิมก็สามารถปลูกต้นกฤษณาแทนได้<br />
2.  <span style="text-decoration: underline;">การปลูกแซมสวนมะพร้าว</span> เนื่องจากมะพร้าวให้รายได้ไม่สูงนัก  จึงอาจจะนำต้นกฤษณามาปลูกแซมเข้าไปได้  โดยปลูกระหว่างเส้นทแยงมุมของต้นมะพร้าวให้กระจายไปทั่วสวนมะพร้าวจะช่วยบังแดด  บังลมให้กับต้นกฤษณา  เมื่อต้นกฤษณาโตจนสร้างสารกฤษณาได้ก็จะสามารถเพิ่มรายได้ให้อีกทางหนึ่งด้วย<br />
3.   <span style="text-decoration: underline;">ปลูกแซมสวนกล้วย</span> เนื่องจากกล้วยเป็นพืชที่ปลูกง่าย  และช่วยบังแดดบังลมให้ต้นกฤษณาที่เริ่มปลูกในระยะแรกได้เป็นอย่างดี  โดยอาจปลูกกล้วยให้โตสักระยะหนึ่งก่อนพอที่จะบังแดดบังลมได้แล้วจึงปลูกต้นกฤษณาตามมา  ขณะที่ต้นกฤษณายังไม่โตพอจะทำประโยชน์ได้ก็ยังสามารถขายกล้วยเพิ่มรายได้ได้อีกด้วย<br />
4.   <span style="text-decoration: underline;"> ปลูกแซมสลับกับไม้ป่า</span> เนื่องจากต้องการลดความเสี่ยงจากการปลูกพืชอย่างเดียว  อาจใช้วิธีปลูกแซมพืชเดิม  เช่น ต้นสัก  ซึ่งอาจปลูกต้นกฤษณาระยะห่าง  4 x 4 เมตร แล้วปลูกต้นสักแซมระหว่างกลางของ 4 เมตรได้อีก 300  ต้นต่อไร่  หรืออาจปลุกในทางกลับกัน  คืออาจจะปลูกต้นสักระยะห่าง  4&#215;4 เมตร  100  ต้น  แล้วปลูกต้นกฤษณาแซมระหว่างกลางของ 4  เมตร  ได้อีกไร่ละ  300  ต้น หรืออาจจะปลูกแซมสลับกับไม้อื่น ๆ  ได้อีก  เช่น ประดู่  พยุง  เป็นต้น<br />
แต่การปลูกแซมในสวนที่มีร่มเงาสูง เช่นสวนยางพารา ที่มีเรือนยอดค่อนข้างชิดกันหรือปลูกแซมสวนยางพาราที่มีอายุมากแล้วพบว่าต้นกฤษณาเจริญเติบโตได้ช้า  ชะงักการเติบโต  ทิ้งใบและอาจตายไปในที่สุด</p>
<p><strong><span style="text-decoration: underline;">การดูแลปฏิบัติเบื้องต้น</span></strong><br />
ถึงแม้กฤษณาจะเป็นไม้ที่ปลูกง่าย  ไม่ต้องมีการเอาใจใส่ดูแลมากเหมือนกับการปลูกไม้ผล  แต่ ก็ต้องดูแลเอาใจใส่บ้างในระยะแรกไม่ใช่ปล่อยปละละเลยเสียทีเดียว  เมื่อปลูกกฤษณาลงสวนแล้ว ควรต้องดูแลเอาใจใส่ให้เจริญเติบโตได้ดีสม่ำเสมอทุกปี<br />
ในการปลูกช่วง  1 – 2 ปีแรก  ต้นกฤษณายังเล็กอยู่  รากก็มีจำกัดทำให้หาอาหารได้ไม่มากเกษตรกรและผู้สนใจปลูกจึงควรรดน้ำอยู่เสมอ<br />
ในระยะแรกผู้ปลูกควรปฏิบัติดูแลรักษาต้นกฤษณาดังนี้<br />
1.    <span style="text-decoration: underline;">การให้น้ำ</span> ในระยะ  2 -3 เดือน  แรกปลูกควรมีการรดน้ำให้ชุ่มอยู่เสมอประมาณ 3 – 5 วัน<br />
ต่อครั้ง  เว้นแต่ช่วงฝนตกควรงดการให้น้ำ  ต้นกฤษณาที่มีอายุหนึ่งปีขึ้นไปควรรดน้ำ 7- 15 วันต่อครั้งในช่วงฤดูแล้ง  และทุกครั้งที่มีการแตกยอดอ่อนใหม่ ๆ ควรมีการให้น้ำอยู่เสมอ  แต่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝนไม่ต้องให้น้ำก็ได้เพราะปริมาณน้ำฝนมีเพียงพอกับความต้องการอยู่แล้ว<br />
2.    <span style="text-decoration: underline;">การใส่ปุ๋ย</span> ไม่จำเป็นจะต้องใส่มาก  เพราะจำทำให้ไปเร่งลำต้นกิ่งใบมากเกินไป  ควร<br />
ปล่อยไปตามธรรมชาติ  เมื่อต้นกฤษณาตั้งตัวได้แล้วก็ปล่อยให้เจริญเติบโตตามธรรมชาติ อาจจะใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเป็นครั้งคราว ในช่วงปีแรกๆ ต้องเอาในใส่อนุบาลบ้างด้วยการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกปีละ 1 -2  ครั้ง<br />
ในปัจจุบันนี้  เริ่มมีการหันมาใช้ปุ๋ยหมักกลุ่มจุลินทรีย์มีประสิทธิภาพ ( EM) เพราะราคาถูกกว่าปุ๋ยเคมีหลายเท่าตัว  เป็นการช่วยลดต้นทุนและมีประสิทธิภาพเร่งต้นไม้ให้เจริญเติบโตเร็วแข็งแรงอีกด้วย<br />
บางคนใช้ปุ๋ยหมักกลุ่มจุลินทรีย์นี้ปลูกไม้ยืนต้น  โดยเอาปุ๋ยหมักคลุกเคล้ากับดินก้นหลุมประมาณ  1 – 2  กำมือ  แล้วเอาต้นกล้าลงปลูก  กลบดินถึงปากหลุมแล้วเอาปุ๋ยหมักนี้โรยทั่วปากหลุมจากนั้นจึงรดน้ำ  ปรากฏว่าต้นไม้โตเร็ว  การปลูกไม้กฤษณาก็สามารถใช้วิธีการอย่างเดียวกันได้เป็นอย่างดี<br />
3. <span style="text-decoration: underline;">การกำจัดวัชพืช </span> ในกรณีที่ ไม่สามารถรักษาแปลงปลูกให้ปราศจากวัชพืชได้   ก็ต้องคอยดูแลอย่าให้วัชพืชขึ้นคลุมยอดกฤษณาได้  ถ้ามีวัชพืชขึ้นคลุมยอดกฤษณาต้องทำการถอนวัชพืชที่ขึ้นรกออกมาเป็นครั้งคราว  โดยเฉพาะในแปลงที่เป็นที่ดอนควรทำการเก็บวัชพืชอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้งประมาณต้นฤดูหนาวหลังฝนหมดแล้ว   เมื่อถอนวัชพืชออกแล้ว  ไม่ต้องนำไปทิ้งที่อื่น ให้นำวัชพืชที่ถอนแล้งและแห้งตายมาคลุมโคนกฤษณาที่ปลูกอย่าได้อีกต่อไป</p>
<p><span style="text-decoration: underline;"><strong>การให้ปุ๋ย</strong></span><br />
เนื่องจากกฤษณาเป็นไม้ป่าที่ต้องผลผลิตออกมาเป็นปริมาณเนื้อไม้แล้วใช้เนื้อไม่ในการผลิตกฤษณาเป็นต้น ๆ ไป ยิ่งทำให้ต้นไม้โตมากมีเนื้อไม้มากหรือมีนวลของต้นไม้มากก็ยิ่งมีความสามารถผลิตกฤษณาได้มาก   ดังนั้นแนวทางในการในการใส่ปุ๋ยจึงมีเพียงทำให้มีการเจริญเติบโตได้มากที่สุด รวดเร็วที่สุด<br />
1.<span style="text-decoration: underline;"> ปุ๋ยจากพื้นฐานการบำรุงดิน</span> ที่มีการแนะนำและปฏิบัติทั่วไปเพื่อให้ดินดี  รากเจริญดีก็จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์เพื่อการปลดปล่อยแร่ธาตุทั้งธาตุหลัก, ธาตุรองและธาตุเสริม   ใช้หินฟอสเฟตหรือ ร็อคฟอสเฟส เพื่อการแก้กรดในดิน, ให้แร่ธาตุฟอสฟอรัส,ช่วยการเจริญเติบโตของราก  และให้แคลเซี่ยมเป็นธาตุรอง ทำให้พืชเจริญเติบโตแข็งแรงดีและมีการหว่านโดโลไมท์เพื่อทำให้ดินเป็นกรดลดลงและได้ธาตุรองสองตัว คือ แคลเซี่ยมและแมกนีเซี่ยม ในที่นี้เน้นการได้รับแมกนีเซี่ยม ซึ่งเป็นธาตุที่เป็นองค์ประกอบของคลอโรฟิลล์ในส่วนสีเขียวของพืช  การมีแมกนีเซี่ยม  อย่างเพียงพอทำให้ใบพืชมีสีเขียวเข้มสามารถจับพลังงานจากแสงมาใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ,พืชสร้างอาหารได้ดีกว่าพืชที่ขาดแมกนีเซี่ยม  ใช้ปุ๋ยสามอย่างนี้เป็นหลักโดยมีการตรวจสอบความเป็นกรด – ด่าง ของดินไปด้วย  ก็จะใช้ปุ๋ยไม่ผิดพลาด คือ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์เป็นตัวแทนไนโตรเจน  ใช้หินฟอตเฟตเป็นตัวแทนฟอสฟอรัส  ใช้โดโลไมท์เป็นตัวแทนของแมกนีเซี่ยม  ซึ่งเป็นปุ๋ยที่ได้มาโดยวิธีถูกที่สุดวิธีหนึ่งแล้วจึงเสริมปุ๋ยอื่น ๆ ตามความเหมาะสม ส่วนหน้าดินตื้นหรือดินแน่นแข็งก็แก้ไขด้วยสารละลายดินดานจะทำให้ดินร่วนขึ้นหน้าดินหนาขึ้น  รากมีที่หากินมากขึ้น  ก็ใช้ประโยชน์จากปุ๋ยได้มากขึ้น<br />
2.  <span style="text-decoration: underline;">ปุ๋ยสามสูตรที่ใช้เพิ่มเติม</span> โดยปกติเกษตรกรจะนิยมใช้ปุ๋ยสูตรเท่ากันหรือใกล้เคียงกันเช่น 15-15-15,16-16-16 หรือ 16-11-14  เป็นต้น  อย่างไรก็ตามจากการใช้ปุ๋ยพื้นฐานการบำรุงดินเราก็ไม่ขาดไนโตรเจนและฟอสฟอรัสอยู่แล้ว  ดังนั้นอาจเลือกปุ๋ยตัวหน้าตัวกลางต่ำ  แต่มีตัวท้าวสูงและโบรอน เช่น 14-10-30+0.25 B หรือปุ๋ยไม่มีตัวหน้า เช่น 0-13-30+0.5 B เป็นต้น การเลือกปุ๋ยที่มีโบรอนอยู่ด้วยก็เพื่อจะใช้จุลธาตุ  โบรอนในดินให้มากเพียงพอ  เพราะธาตุโบรอนจะทำให้การทำงานของธาตุแคลเซี่ยมดีขึ้นมาก  อย่างไรก็ตามถ้าหาปุ๋ยสูตรที่มีโบรอนได้ยากจริง ๆ ก็ใช้ปุ๋ยที่หาได้ง่ายคือ 15-15-15  หรือ 16-11-14 ใช้เป็นปุ๋ยเสริมโดยให้เป็นครั้งคราวได้<br />
3.  <span style="text-decoration: underline;">ปุ๋ยอินทรีย์</span> นำมาใช้เป็นแหล่งของไนโตรเจนที่สำคัญและยังได้แร่ธาตุอื่น ๆ ครบทุกตัว ได้สาร<br />
ฮิวมิคแอชิด     ในธรรมชาติจากการย่อยสลายของอินทรียวัตถุในดิน  ปุ๋ยอินทรีย์ก็คือปุ๋ยที่ได้จากอินทรีย์วัตถุทุกอย่าง  เช่น มูลสัตว์  ปุ๋ยคอก ปุ๋ยจากขยะ  ฟาง  หญ้า  ใบไม้  เศษพืช  ซากสัตว์ ของเหลือ จากโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้พืชหรือสัตว์เป็นวัตถุดิบ  เลนก้นปอจากการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ กากตะกอนจากการบำบัดน้ำเสียที่ไม่ใช่น้ำเสียของโลหะหนักที่เป็นพิษ  ปุ๋ยอินทรีย์ที่สำคัญ คือ เศษหญ้าต่าง ๆที่ตัดทิ้งอยู่ในสวนกฤษณานั้นเอง<br />
การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวนั้นไม่จำเป็นต้องนำมาหมักก่อนแต่อย่างใด  นอกจากมีปัญหาของการมีปริมาตรมากเกินไปก่อนการขนส่ง  ควรหาของที่ไม่แพงอยู่ใกล้เพื่อให้ขนส่งสะดวกจะได้มีต้นทุนต่ำ<br />
หลักการที่ถูกต้องคือ  การแบ่งใส่ให้ตลอดหน้าฝนหรือระยะเวลาที่มาการรดน้ำอยู่  ใส่ให้ครั้งละน้อยแต่บ่อยครั้งจะทำให้เกิดกระบวนการย่อยสลายตัวดำเนินไปอย่างช้า ๆ การเพิ่มไนโตรเจนแก่ดินจะได้ทั้งจากไนโตรเจนในอินทรีย์วัตถุเองและจากผลงานของเชื้อ  อะโซโตแบ็คเตอร์ ที่ตรึงไนโตรเจนจากอากาศ<br />
การใส่ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งเดียวมาก ๆ จะทำให้เกิดจุลินทรีย์ขึ้นอย่างเต็มที่  ขณะเดียวกันจุลินทรีย์จะยืมไนโตรเจนในดินไปใช้ชั่วคราวจะทำให้พืชแสดงอาการขาดไนโตรเจน  อาจแก้ไขโดยการหว่านยูเรีย 46-0-0 หรือ แอมโมเนียมซัลเฟต 21-0-0  อันที่จริงพอพ้นระยะที่จุลินทรีย์จะยืมไนโตรเจนในดินไปใช้ชั่วคราวก็จะปลดปล่อยกลับมาสู่ดินอีกและมักจะมากกว่าที่ยืมไปใช้  การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ครั้งละมาก ๆ อาจมีผลจากการหมักย่อยทำให้เกิดความร้อนขึ้นและเป็นอันตรายต่อราก<br />
การหว่านกระจายปุ๋ยอย่างบาง ๆ ไปทั่วผิวดินในสวนป่าเป็นวิธีที่ดีที่สุด คือ ไม่ร้อน ไม่เกิดการยืมไนโตเจนชั่วคราว  ไม่มีปัญหาต่อราก ช่วยคลุมดินและปลดปล่อยปุ๋ยอย่างช้า ๆ  คล้ายกับปุ๋ยละลายช้า<br />
ปุ๋ยอินทรีย์ที่มีความเค็มหรือมีเกลือเจือปนอยู่  เช่น ขี้เป็ดที่เลี้ยงด้วยปลาทะเล  เลนก้นบ่อกุ้งหรือสัตว์น้ำเค็ม  ปุ๋ยเหล่านี้ถ้านำมาใช้ในพืชน้ำจืดจะสะสมเกลือเพิ่มขึ้นทีละน้อย  เมื่อมากจะเริ่มเป็นพิษจะทำให้มีอาการขอบใบ  ปลายใบไหม้แห้ง  ใบหมดอายุเร็วกว่าปกติ  ไม่ควรนำมาใช้<br />
4. การให้ปุ๋ยกับกฤษณาในถุงเพาะชำ  ในดินที่ปรุงด้วยวัสดุต่าง แล้ว ควรผสมปุ๋ยละลาย ช้าครึ่งช้อนชาถึงหนึ่งช้อนชาต่อดินปลูก 1 ถุง  คลุกผสมให้เข้ากันดีกับดินแล้วจึงปลูกจะทำให้ต้นไม้งามดีประมาณ<br />
3 – 4  เดือน พอใกล้จะครบกำหนดก็ใส่ปุ๋ยอีกครั้งโรยบนผิวหน้าของดินในถุง  แล้วโรยดินหรือขุยมะพร้าวหรือปุ๋ยอินทรีย์กลบทับบาง ๆ และมีผลต่อไปอีก 3-4 เดือน ปุ๋ยละลายช้าดังกล่าวมีชื่อทางการค้าว่าอ็อสโมโคท หาซื้อได้จากร้านจำหน่ายสารเคมีการเกษตรทั่วไป<br />
ในกรณีที่ดินที่นำมาปลูกมีปัญหา เช่นดินเปรี้ยว , เหนียวจัด  ต้นไม้จะแสดงออกทางการขาดจุลธาตุ เช่น ใบบาง , ใบด่าง , ใบเหลือง , ใบซีด แก้ปัญหาโดยการใส่จุลธาตุรวมทางดิน เช่น คีเลท 191 หรือ ฉีดพ่นทางใบด้วยจุลธาตุรวม   เช่น ฟาสเตอร์,โทน่า , อุลตร้าเชียร์,โปรวิต หรือ ยูนิเลท เป็นต้น<br />
5. การให้ปุ๋ยเพื่อแก้อาการโตช้า   ถ้าเป็นต้นไม้ในแปลงให้เพิ่มอินทรียวัตถุให้บ่อยขึ้นหรือมากขึ้น  ทางใบให้ฉีดพ่นด้วยยีสต์เอ็กแทร็ก,ยีสต์บวก,โปรวิต,เทอราชอฟท์,สาหร่ายสกัดหรืออาหารเสริม  ต่าง ๆ ถ้าเป็นต้นไม้ในถุงให้เติมอ็อสโมโคท แล้วฉีดพ่นทางใบด้วยยีสต์บวกสลับกับการใช้โปรวิต<br />
6. ปุ๋ยแก้อาการใบเหลือง  ใบซีดเหลืองทั่วไปทั้งต้นใบล่างเหลืองและหมดอายุเร็วกว่าปกติเป็นอาการขาดปุ๋ยแบบรวม ๆ เน้นการขาดไนโตรเจน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มขึ้น  หว่านยูเรีย หรือแอมโมซัลเฟต หว่าน 16-11-14  เสริมให้ รดน้ำให้ปุ๋ยละลาย  อาการนี้อาจเกิดได้เมื่อใส่เศษพืชที่ขาดไนโตรเจนลงไปในสวนเป็นจำนวนมากทันที  เช่น ขี้เลื่อย  ขี้กบ  เป็นต้น  เมื่อใส่ให้ทางดินเพียงพอ แล้วให้ฉีดเสริมทางใบด้วยยีสต์กสัดหรือยีสต์บวก<br />
หากมีอาการใบเหลือง ,ใบบาง , ใบด่างแต่ใบล่างไม่ร่วงเร็วแบบขาดไนโตรเจน  อาจจะขาดจุลธาตุรวม ให้ฉีดพ่นด้วยโปรวิต, ฟาสเตอร์ ,โทน่า , อุลตร้าเชียร์หรือยูนิเลท ฉีดพ่นทุก 10 -15 วัน จนกว่าใบที่แตกใหม่จะมีอาการเป็นปกติ  หรือ อาจจะเกิดจากดินเปรี้ยวแล้วตรึงจุลธาตุ ให้ทำการตรวจพีเอชของดิน  ถ้าเป็นกรดให้แก้กรดด้วยโดโลไมท์และหินฟอสเฟต<br />
หากมีอาการใบเหลืองแบบสีตองอ่อนและโตช้าอาจเกิดกับพืชในดินทรายที่มีการชะล้างมาก จนขาดธาตุกำมะถัน  ให้หว่านปุ๋ยแอมโมเนียมซัลเฟตหรือ 21-0-0  จะเห็นผลว่าต้นไม้เขียวขึ้นเร็วเป็นพิเศษ</p>
<h2>ประโยชน์ของการมีหญ้าคลุมดินในสวนกฤษณา</h2>
<p>1.   หญ้าช่วยถ่วงดุลไนโตรเจน<br />
หญ้าเป็นพืชที่ไวต่อการมีไนโตรเจนมากดังนั้นในกรณีที่ใส่ปุ๋ยมากเกินไปโดยเฉพาะไนโตรเจนซึ่งจะทำ<br />
ให้พืชอวบอ้วน  อ่อนแอ  กิ่งหักง่าย แพ้แดดง่าย ถูกแมลงและไรเข้าทำลายได้ง่าย หญ้าจะแย่งปุ๋ยส่วนเกินออกไปก่อนทำให้เหลือไนโตรเจนแก่ต้นไม้หลักหรือกฤษณาอย่างพอเหมาะ  เมื่อตัดหญ้าปล่อยให้หญ้าผุพังก็กลับปล่อยปุ๋ยออกมาตามเดิมและแถมอีกจากกระบวนการของอะโซโตแบคเตอร์ตามที่กล่าวมาแล้ว<br />
2.   หญ้าช่วยยึดผิวหน้าดิน<br />
หญ้าเป็นพืชที่มีระบบรากแผ่กระจายหนาแน่นตามระบบรากฝอยจึงช่วยยึดผิวหน้าดินเอาไว้เมื่อฝนตกใหม่<br />
แรง ๆ  ถ้าดินโล่งก็จะเกิดการกัดเซาะพาหน้าดินหลุดไปกับน้ำที่ไหลลงไปสู่ที่ต่ำ  ในหน้าแล้งลมพัดจัดถ้าเป็นผิวดินโล่งเตียนก็จะถูกลมพัดดินหลุดเป็นฝุ่นละอองได้  แต่เมื่อมีหญ้าปกคลุมอยู่ก็จะคอยปกป้องผิวดินมิให้ถูกลมพัดกัดกร่อนได้                                                          23<br />
3.  หญ้าช่วยปกป้องความร้อนแรงของแสงแดด<br />
ในเมืองร้อนอย่างประเทศไทยและประเทศเขตร้อนศูนย์สูตรหากดินโล่งเตียนก็มีโอกาสถูกแดดเผาจนร้อนจะ<br />
เป็นอันตรายต่อรากที่อยู่ใกล้ผิวดินได้แต่เมื่อมีหญ้าช่วยคลุมดินก็จะช่วยให้ดินเย็นไม่เกิดอันตรายต่อรากที่อยู่ใกล้ผิวดินและยังเป็นการป้องกันการสูญเสียน้ำจากผิวดิน<br />
4. หญ้าช่วยเสริมสร้างการควบคุมศัตรูพืชแบบ ชีววิธี<br />
เมื่อหญ้าและพืชเล็ก ๆ ต่างๆ กระจายตามผิวดินก็จะมีหนอนและแมลงหลายชนิดมาอาศัยอยู่หนอนและ<br />
แมลงเหล่านี้เป็นที่เพาะขยายพันธุ์ของตัวห้ำ ตัวเบียน  ซึ่งจะคอยควบคุมแมลงหรือศัตรูของไม้กฤษณาไปในตัว ทำให้มีศัตรูพืชน้อยลงเหลือเพียงระดับที่เหมาะส